หน้าแรก การเมือง พิพัฒน์ ไม่เอ...

พิพัฒน์ ไม่เอาด้วย แผนแก้สัญญาไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน เดินหน้าตามสัญญาเดิม

1.10.25 | 15:28 น.

พิพัฒน์ ไม่เอาด้วย แก้สัญญาไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน ยันยึดสัญญาเดิม

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่กระทรวงคมนาคม กรุงเทพฯ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ทิศทางการทำงานในช่วง 4 เดือนของรัฐบาล และอีก 4 เดือนระหว่างการรักษาการก่อนการเลือกตั้ง กระทรวงคมนาคมจะเร่งผลักดันโครงการลงทุนค้างท่อที่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพื่อกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณ การจ้างงาน และพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่ยังชะลอตัว และหนึ่งในนั้น คือโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) ที่ล่าช้ากว่า 6 ปี ซึ่งยังติดปัญหาเรื่องการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นแผนงานที่วางไว้ ทางกระทรวงคมนาคม จะมีการเชิญเอกชนผู้รับสัมปทาน (บริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี)),สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้าหารือร่วมกันในเร็ววันนี้ เพื่อหาทางออกที่เป็นไปได้ หากโครงการยังไม่สามารถเดินหน้าได้ ก็สามารถใช้ทางเลือกอื่น เช่น การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่จากแหลมฉบังไปยังอู่ตะเภาและเพิ่มขบวนให้เพียงพอต่อความต้องการ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ตนย้ำว่า ตามเงื่อนไขที่มีการแก้ไขสัญญาล่าสุด ที่เสนอให้ปรับสัญญาเป็นลักษณะ “สร้างไป–จ่ายไป” หรือแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ตรงนี้ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่สอดคล้องกับข้อตกลงในสัญญาเดิม ที่มีการระบุให้รัฐจ่ายเงินแก่เอกชนเมื่อมีการก่อสร้างแล้วเสร็จ และหากเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีก็คาดว่าจะไม่ผ่านความเห็นชอบ

ยืนยันว่าจะไม่ทำเรื่องที่ขัดกับสัญญาและกฎหมาย เพราะหากยอมให้แก้สัญญาในลักษณะนั้น เท่ากับเป็นการเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก เรื่องนี้ถ้าขืนผมทำไปอย่างนั้นผมคิดว่าผมคงรับไม่ไหวเหมือนกัน และแน่นอนว่าผมจะไม่ทำเรื่องที่ผิดกับกฎหมาย เพราะสัญญาเดิมก็เขียนไว้แล้ว ซึ่งมันไม่ใช่แบบนี้ควรเดินตามสัญญาเดิมที่มีอยู่ ”นายพิพัฒน์ กล่าว

Advertisement

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ไม่ใช่การเปิดทางให้เอกชนถอนตัว แต่ต้องการหาทางออกร่วมกันตามกรอบสัญญา เพื่อให้กลับไปสู่เงื่อนไขเดิม เพราะหากจะเลิกสัญญาโครงการนี้ ตนก็คงรับผิดชอบไม่ไหว หากเอกชนจะมาฟ้องร้อง โดยแม้เวลาของรัฐบาลชุดนี้มีจำกัด แต่จะใช้ทุกช่วงเวลาเพื่อคลี่คลายปัญหาและลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด