หน้าแรก การเมือง ชินวรณ์ เรียก...

ชินวรณ์ เรียกร้องคืนชีพพรรคสู่สถาบันการเมือง หนุน ‘อภิสิทธิ์’ คัมแบ๊กหัวหน้าพรรค

3.10.25 | 08:03 น.

ชินวรณ์ เรียกร้องคืนชีพพรรคสู่สถาบันการเมือง หนุน ‘อภิสิทธิ์’ คัมแบ๊กหัวหน้าพรรค


วันที่ 3 ตุลาคม 2568 กระแสการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)คนใหม่เริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ล่าสุด ชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตส.ส.หลายสมัยของพรรคปชป. ได้โพสต์ข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ แสดงจุดยืนและทิศทางที่อยากเห็นพรรคเดินต่อไป หลังการลาออกของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคปชป. ซึ่งให้เหตุผลเรื่องสุขภาพ ทำให้กรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันต้องสิ้นสุดลง และต้องมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ภายใน 60 วัน

ในโพสต์ดังกล่าว นายชินวรณ์ กล่าวว่า วันที่ 3 ตุลาคม 68 ยังเหลือเวลา 15 วันที่จะเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 10 และคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ชุดใหม่

ตอนที่ 1 ผมได้เรียกร้องตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 กันยายน 68 ผมทราบข่าวการลาออกตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน จากน้องบีท ปุณณ์สิริ บุณยเกียรติ ส่งไลน์หนังสือกกต.มาให้ดู และทราบเหตุผลว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพ ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดนี้ก็ต้องสิ้นสุดลง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายใน 60 วัน ก็รู้สึกเห็นใจและเข้าใจท่านเฉลิมชัยเป็นอย่างยิ่ง

Advertisement

จึงขอชื่นชมที่ท่านได้พยายามขับเคลื่อนการบริหารพรรคในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาครับ ซึ่งไม่ขอพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วครับ เพียงแต่หวังว่าพวกเราทุกคนที่ยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จะได้ตระหนักสำนึกว่าภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่มีข้อจำกัดเช่นนี้ เราจะช่วยกันพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไร

เราจะช่วยกันใช้โอกาสนี้เป็นโอกาสที่จะปฏิรูปพรรคให้เป็นพรรคที่เป็นสถาบันทางการเมือง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ ต่อต้านเผด็จการ เป็นพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และสร้างโอกาสและระบบที่ดีให้คนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างการเมืองที่สุจริตให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงต่อไปครับ

ตอนที่ 2 “อย่าโห่ไก่น้าเณร” มีหลายคนเชียร์ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้มาเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อมาฟื้นฟูพรรคและปฏิรูปพรรคเพื่อสร้างความนิยมให้กลับมาดังเหตุผลที่นักวิชาการและกองเชียร์หลายท่านได้ให้เหตุผลอย่างน่ารับฟัง โดยเฉพาะของอาจารย์เจิมศักดิ์ ผมคิดว่าผมเห็นด้วยทุกประการ แต่ผมได้เรียกร้องสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นอดีตส.ส. อดีตกรรมการบริหาร และอดีตรัฐมนตรีกลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคกันบ้างเพื่อเป็นกำลังใจแก่ท่านอภิสิทธิ์ และเป็นผู้ลงคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เพิ่งเห็นประธานกกต.ของพรรค(ท่านวิรัช ร่มเย็น) ได้ประกาศว่า ผู้ที่จะใช้สิทธิเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งที่เป็นอดีตทั้งหลาย หรือพูดง่ายๆ คือผู้ที่ลาออกจากพรรคไปแล้ว หากจะใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้สมัครได้ภายในวันนี่(3 ตุลาคม 2568 เวลา 0:00 น.)

ตอนที่3 ผมเป็นนักรบประชาธิปไตยภาคสนาม ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เสาไฟฟ้า เพราะลงสมัครครั้งแรกปีพ.ศ. 2531 พรรคแตกแยก (เกิดกลุ่ม10มกรา) ผมต้องต่อสู้กับบิ๊กเนมอย่าง พล.อ.หาญ พี่ถวิล พี่นิยม และต่อมาปี 2535/1 จึงได้เป็นสส.เขต ต่อเนื่องมา 9 สมัย พร้อมกับท่านอภิสิทธิ์ และได้เป็นเลขานุการรัฐมนตรี 3 กระทรวง เป็นประธานวิปฝ่ายรัฐบาล รองประธานวิปฝ่ายค้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(2553-2554) สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ตลอดเส้นทางต่อสู้กับพรรคมาตลอด ทุกสถานการณ์ ไม่เคยย้ายพรรค ช่วงหนึ่งผมเห็นด้วยกับท่านอภิสิทธิ์ที่จะจัดทำไพรมารี่โหวตในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเพราะถือว่าเป็นพรรคเสรีนิยมที่ก้าวหน้าพรรคหนึ่งของโลก และผมก็เป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำคะแนนไปให้ท่านอภิสิทธิ์กว่า 5,000 คะแนน ทำให้ท่านอภิสิทธิ์ชนะนายแพทย์วรงค์ในคราวนั้น

แต่คราวนี้ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ใช้หลักเกณฑ์ที่แก้สัดส่วนเป็นค่าน้ำหนักคะแนน 40:20:40 เหมือนที่หลายท่านอธิบายแล้ว สรุปให้เข้าใจง่ายคือ ส.ส.ต่อ 1 คน มีค่าต่อน้ำหนักคะแนนประมาณ 1.6 คนครับ กรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้เป็นส.ส. จะได้ค่าน้ำหนักต่อ 1 คน เท่ากับ 0.8 คน และองค์ประกอบอื่น เช่น อดีตส.ส. อดีตรัฐมนตรี จะได้ค่าน้ำหนักประมาณ 0.2 ต่อคนครับ

ผมทำได้แค่นี้ครับ ผมจึงเรียกร้องว่าถ้าเราทุกคนฝ่ายที่อยากเห็นวิกฤตเป็นโอกาส และร่วมมือกันฟื้นฟูพรรคของเราอย่างจริงใจและจริงจัง ผู้บริหารพรรคชุดท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค และท่านเดชอิสม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ทั้ง 19 คนต้องประกาศแสดงความรับผิดชอบไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ และไปเรียนเชิญท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาสมัครเป็นหัวหน้าพรรค และให้สิทธิท่านเลือกตำแหน่งต่างๆ ตามข้อบังคับพรรคโดยปราศจากการต่อรองใดๆ ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ที่เลือกกันในฟลอร์ก็ให้เลือกตามกลไกภายในพรรคโดยเปิดเผย ผมเขื่อมั่นว่าจะเป็นการนับหนึ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในสายตาประชาชนว่าเป็นพรรคที่เป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริงครับ

ด้วยดวงจิตคารวะและศรัทธาครับ