⦁…เนื้อหอม พากันรุมตอมกันเพียบ “ภูมิใจไทย” ภายใต้ “จิตวิญญาณ” ชื่อ เนวิน ชิดชอบ ได้รับการประเมินใหม่เป็น “ภพภูมิเปี่ยมศักดาบารมี” ที่ “นักการเมืองไทยๆ” ทั่วทุกสารทิศแห่แหนกับ “ปฏิบัติภาวนาตน” เพื่อไปเกิดร่วมเนื้อนาบุญ หลังส่ง อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” ด้วยเสียง ส.ส.ของพรรคแค่ 69 เสียง และในพิธีเมื่อวันเกิด “เสกมนต์ช้าง” ให้ “นายกฯหนู” ครองอำนาจต่อไปอีก 4 ปี บ้าน “เขากระโดง” ขึ้นชั้นเป็น “ศูนย์กลางอำนาจแห่งยุคสมัย” ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องยินดี
⦁…ยิ่งยืนหยัดอยู่ในเรื่องราวของ “มนตราศักดิ์สิทธิ์” ที่ร่ายให้ “ส.ว.สีน้ำเงิน” ที่ถืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ ควบคุมชะตากรรมของ “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” ได้ชะงัด ต้องเคลิ้มตามได้ดังใจปรารถนา เสียงเล่าลือในวาสนาบารมี ย่อมเป็นที่เกรงขาม ไม่เพียงบรรดา “วัวสันหลังหวะ” กระทั่งสบตายังไม่กล้า แต่ “นักการเมืองส่วนใหญ่” ที่มีเป้าหมาย ต่างปฏิบัติอธิษฐานให้เป็น “ผู้อยู่ในสายตา ไม่ถูกมองข้าม” หวังประสบความสำเร็จด้วยวาจาสิทธิ์จาก “บุรีรัมย์” กันถ้วนทั่ว
⦁…อย่าว่าแต่ “นักการเมือง” ที่บุญพา วาสนา กระทั่งที่เรียกว่า “มืออาชีพ” อย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-ศุภจี สุธรรมพันธุ์-อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์-วรภัค ธันยาวงษ์-บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้มีชื่อเสียงเกริกไกรในระดับหนึ่งก่อนหน้านั้น เมื่อมานั่งเก้าอี้ “รัฐมนตรี” ที่ “อนุทิน” ถือธงนำ เกิดกระแสชื่นชมท่วมท้นทั้งแผ่นดิน กึกก้องขนาดคิดประกาศ “เลิกนักการเมืองจากการเลือกตั้ง” ให้กระหึ่ม เป็นที่น่ายินดีต่อ “พัฒนาการเมืองประเทศไทย” เป็นที่ยิ่ง
⦁…ในทางตรงกันข้าม ทั้งที่ส่ง “อนุทิน” ขึ้นเป็นใหญ่ ขนาดยอมสละตัวเองเป็น “ฝ่ายค้าน” แทนที่จะได้ร่วมบุญบารมีเป็นที่ปลาบปลื้มยินดีของใครต่อใครกลับกลายเป็นว่า “พรรคประชาชน” ในยุค “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ถือธงนำ กลับถูกถล่มไม่หยุดหย่อน ทั้งจาก “ฝ่ายที่วางตัวไว้ตรงกันข้าม” และที่ช้ำกว่าคือ “พวกกันเองที่ให้การสนับสนุน” หันมามองด้วยความไม่เข้าใจใน “ความคิดที่ใช้ตัดสินใจ” หากจบ “4 เดือน” ที่ต้อง “ยุบสภา” แล้วเกิดปัญหาให้ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดูจะต้องเสียหายกันยิ่งกว่านี้
⦁…เริ่มตั้งหลักได้แล้ว หลัง “วิญญาณไม่เข้าที่มาตั้งแต่ถูกล้มรัฐบาล” วันนี้เพื่อไทยเดินหน้า “ยกเครื่องเพื่อไทย-ยกเครื่องประเทศไทย” ชัดเจนว่า แพทองธาร ชินวัตร ยังเดินนำอยู่แถวหน้า อย่างน้อย “ห้ามเลือดไม่ให้ไหลไปมากกว่านี้” ดูท่าที่เหลือน่าจะเป็น “เลือดที่ข้นพอประคองชีวิต” แม้นาทีนี้ที่บอก “เพื่อไทยจะกลับมา” นั้น จะยังไม่ชัดว่า “กลับมายืนอยู่จุดไหน” แต่น้ำเสียงโวยวาย “เอาแต่โทษคนอื่น” ที่ค่อยเบาลง และท่าทีที่สะท้อนถึง “การหันกลับมามองตัวเอง” ย่อมให้ความรู้สึกว่า เริ่มเห็น “ทางที่ควรเดิน” แล้ว
⦁…หลังยอมรับกันได้พร้อมเพรียงว่า “ฟื้นประชาธิปัตย์” ไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่าให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นผู้นำ และวิธีที่สร้างภาพ “คืนชีพ” ได้เร็วที่สุดคือ รวบรวม “ขุนพลเก่า ผู้เฒ่าแต่ก่อน” มานั่งเป็น “พระอันดับ” เล่าขานถึง “ตำนานแห่งความรุ่งเรือง” ที่ต้องจัดการเร่งด่วนให้ทันเวลาที่เหลือก่อนเลือกตั้งคือ “ระดมเลือดใหม่” เข้ามาเป็น “พลังขับเคลื่อนตัวจริง” ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายยิ่งว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะโน้มน้าวให้ “คนรุ่นใหม่” มีความหวัง และเกิดศรัทธากับ “ยี่ห้อประชาธิปัตย์” ในภาพประวัติศาสตร์การเมืองชัดเจน เต็ม “ดิจิทัลฟุตพรินต์” ได้อย่างไร
⦁…แม้ “ผู้เฒ่า” จะนั่งเรียงกันสลอน ด้วยท่าทีพร้อมอธิบายถึง “ความเก่าแก่ยาวนาน” ของ “ประชาธิปัตย์ที่ยืนยงในการเมืองไทย” มามากมายกว่าพรรคไหน แต่ถึงตอนที่ต้องอธิบายถึง “บางยุคสมัย” ว่านำพรรคด้วย “อุดมการณ์แบบไหน” หรือด้วย “อะไร” ที่พาพรรคมาสู่สภาพ “น่ากังวลว่าจะล่มสลาย” กล้าพูดหรือไม่ใครทำให้เกิด ก่อนที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่า “ฤทธิ์เดช อิทธิพล” เช่นนั้น ไม่มีอยู่แล้ว และจะไม่เกิดอีก







