เข็มทอง อ่านแล้วโมโห เห็นโลกคู่ขนาน 6 ตุลาฯ คุมขัง-บิดเบือน ชี้ ม็อบ 63 ผ่านไป 5 ปี ‘เงียบจนเหลือเชื่อ’
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาหัวข้อ ‘6 ตุลา ห้วงแห่งความเงียบงัน’ เนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ ผลงาน ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แปลโดย สุภัตรา ภูมิประภาส จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ “MOMENTS of SILENCE: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok”
โดยเวลา 13.00 น. ศ. (พิเศษ) ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมส่งสารพิเศษผ่านคลิปวิดีโอ เพื่อร่วมย้อนความทรงจํา
ต่อมาเวลา 14.30 น. เข้าสู่ช่วงไฮไลต์ เสวนาในหัวข้อ ‘ความทรงจำในความเงียบงันตลอด 49 ปี เป็นอย่างไร? และอะไรคือใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้?’ โดย ศ.(กิตติคุณ) ดร.ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา, ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข สาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มธ. ดำเนินรายการโดย นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
เมื่อถามว่าในฐานะนักรัฐศาสตร์ที่ชอบทำเรื่องกฎหมาย มองว่า ‘กฎหมาย’ เกี่ยวข้องอย่างไรกับ ‘ความทรงจำของสังคม’ เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม และคล้ายคลึง ?
ผศ.ดร.เข็มทองกล่าวว่า จริงๆ งานชิ้นนี้ ตนเห็นตั้งแต่เป็นบทสัมภาษณ์ลงใน ‘ฟ้าเดียวกัน’ มันเป็นงานวิจัยที่ดีมากในแง่การสัมภาษณ์ และพยายามเรียบเรียงความทรงจำ จนพัฒนามาเป็นหนังสือกระทั่งมาเป็น MOMENTS of SILENCE

“ดีเทลวันที่ 6 ตุลาฯ ผมอ่านรวดเดียวไม่ได้ หวาดเสียว แต่บทต่อไป พออ่านไปเรื่อยๆ ด้วยความเป็นนักกฎหมาย ตอนหลังอ่านไม่จบ อ่านแล้วโมโห คือมันไม่มีอะไรในเล่มนี้ที่ถูกกฎหมายเลย ทั้งการจัดตั้งมวลชนฝ่ายขวา การ harassed การปฏิบัติการจิตวิทยา ไปจนถึงบทที่ว่าด้วยการพิจารณาคดี การถูกคุมขัง เกือบทั้งหมดมันออกจากสิ่งที่ถ้าเรียนนิติศาสตร์ เรียนกฎหมาย ป. วิอาญา สิทธิผู้ต้องหา มันออกไปหมด“
ผศ.ดร.เข็มทองชี้ว่า ที่สำคัญคือช่วงปี 63-64 ถ้าใครตามอ่านบันทึกของ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาทางการเมือง มัน ‘ซ้อนกัน’ มาเลย ไปจนถึงแม้กระทั่งรายละเอียดการพิจารณาคดี เราจะเห็น ‘โลกคู่ขนาน’ ที่มันเกิดขึ้นกับการพิจารณาคดีกับนักกิจกรรมในยุคนี้ หรือในแง่หนึ่ง ยุคนี้มันอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำไป
ผมคิดว่าระบบกฎหมาย มันก็มีการปรับตัวเพื่อจัดการกับ Scandal
“เท่าที่ผมอ่านบทสัมภาษณ์นั้น อย่าง การพิจารณาคดี มันเป็นการเปิดพื้นที่อะไรบางอย่าง ขณะที่การปรับตัวทางกฎหมายตั้งแต่ปี 63 เป็นต้นมา มันสามารถทำให้การพิจารณาคดีในห้อง กลายเป็น ‘ระบบปิด’ ที่ความเป็นธรรมลดน้อยลง ในฐานะนักกฎหมาย อ่านไปโมโหไป รู้สึกว่า มันไม่มีอะไรถูกต้องเลย” ผศ.ดร.เข็มทองเผย
ผศ.ดร.เข็มทองกล่าวว่า กลับมาที่เรื่อง ‘ความทรงจำ’ ในหนังสือเล่มนี้ ตนมี 2 อย่างที่ตนอยากเล่า คือ
1.เรื่องเล่าของคน ซึ่งมีข้อจำกัดและปัจจัยที่กระทบกับการฟอร์มความทรงจำ กฎหมายก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทตรงนี้ ด้วยความที่บ้านเรามีเรื่องที่พูดไม่ได้เยอะ เช่น เวลาเราจะพูดถึงชื่อบุคคลที่อาจมีส่วนในเหตุการณ์ มันจะมีกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่
“ความรับรู้ 6 ตุลาคม 2519 ครั้งแรกของผม มันมาจากหนังสืออัตชีวประวัติ ของนักการเมืองน้ำดี ที่ดีในความหมายคอนเซอร์เวทีฟ ด้วยความที่เป็นทหาร เขาต้องอธิบายตนเองในวันที่ 6 ตุลาฯ (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตรองนายกฯ) เข้าใจว่าเล่มนี้ เป็นการเขียนในการเตรียมตัวเป็นผู้ว่าฯ ก็ต้องมีการอธิบาย ของอย่างนี้เวลาเราจะไปพูดถึง ในยุคซึ่งฟ้องกันไปฟ้องกันมา มันก็เป็นปัจจัยเชิงถดถอย
“รวมทั้งกรอบใหญ่ที่สุด การพยายามตั้งคำถามว่า เณรถนอม กิตติขจร กลับมาทำไม ใครเป็นคนเชิญ เกิดอะไรขึ้น ซี่งมันมีกฎหมายจำกัดเสรีภาพที่นั่งทับอยู่ บางคนอาจจะอยากทะลุเพดาน อยากจะอ่านแล้วตั้งคำถาม แต่พอถึงจุดนึงมันจะชน พูดได้ เพียงแต่รับความเสี่ยงกันเอง ว่าคุยกันไปมาแล้วมันจะไปตกตรงนั้น” ผศ.ดร.เข็มทองกล่าว
ผศ.ดร.เข็มทองกล่าวต่อว่า อีกส่วนคือ 2.กฎหมาย สำคัญมาก ทั้งหมดที่เราคุยกันในวันนี้ ไม่มีอะไรชอบด้วยกฎหมาย แต่ในทางกฎหมายสิ้นสุดลงแล้ว คดีสิ้นสุดลง เป็นเพียง ‘ภาระทางศีลธรรม’ ว่าเรายังอยากพูดถึงมันอยู่หรือเปล่า
“แต่มันมีกฎหมายฉบับหนึ่งออกมาเรียบร้อยแล้ว คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ แล้วก็บอกว่า คนที่ยังพูดอยู่ คือเจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่ยอมเลิกเสียที มันก็เป็นปัจจัยทางกฎหมาย ‘ความทรงจำ‘ ไม่ถึงกับถูกลืม แต่มันถูก shaped ให้บิดๆ เบี้ยวกันต่อไป”
ผศ.ดร.เข็มทองกล่าวต่อว่า อีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ 6 ตุลาฯ มันเป็นอะไรที่เหมือนเมืองที่อยู่ใต้ถุน แล้วมีเด็กที่ถูกขัง ล่ามโซ่ทารุณกรรมไว้ แต่ทั้งเมืองมัน Prosper (เจริญรุ่งเรือง) โดยแลกกับความทรมานของเด็กคนนี้ ซึ่งสังคมไทยยอม
กล่าวคือตนเจอเรื่องนี้ตลอด อย่างในชั้นกรรมาธิการฯ นิรโทษกรรม ว่าจะนิรโทษกรรม ม.112 หรือไม่ มักจะพูดในเชิงนัมเบอร์ (number) เพียงแค่นิดเดียว เพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้ไปต่อ ในทางกลับกัน เรื่อง 6 ตุลาฯ คนจะยอมไม่พูดถึง ยอมไม่ไปคุ้ยมัน ก็ต่อเมื่อเมืองมัน Prosper ไปแล้ว และนั่นเป็นคำอธิบายว่าทำไมช่วงหลังการพูดถึง 6 ตุลาฯ มันทวีความเข้มข้นกลับมาอีกในปัจจุบัน เพราะมันไม่ Prosper

“ที่สัญญากันเอาไว้อย่างไม่เป็นทางการ ว่าเราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ มันไม่มีแล้ว พอจะประท้วงต่อต้านรัฐบาล จึงเกิดการกลับมาดูว่า มันจะเชื่อมกับอะไรได้บ้าง แล้วมันก็กลับมาเชื่อมกับตรงนี้
“ผมคิดว่า ความทรงจำ มันมีทั้ง ’ปัจจัยกดทับทางกฎหมาย’ ขณะเดียวกันก็มี ‘บริบทการเมือง’ ว่าทำไมมันถึงขึ้น-ลงในแต่ละช่วง แต่สุดท้ายมองไปข้างหน้า ความทรงจำมันไปต่อ เพราะมันมีคนอย่างที่นั่งในห้องนี้ ที่จะหล่อเลี้ยงความทรงจำอีกแบบนึง
ขณะเดียวกัน ผมคิดว่ากระแสที่เราบอกว่า โลกไปทาง ‘ขวา’ แต่เราก็จะเห็นปัจจัยอีกอันที่มันจะ shaped ความทรงจำของคนอีกกลุ่มต่อไป ฝ่ายขวาอาจไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป คือ ‘คุณไม่จำเป็นต้องเถียงให้ชนะ เพียงแค่เถียงให้มันเลอะเทอะ’ ให้คนเชื่อไม่ได้อีกต่อไป ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ ก็พอแล้ว เราเห็นความพยายามแบบนี้ในกลุ่มประวัติศาสตร์บางกลุ่ม เช่นว่า ยังมีคน Make profit, benefits จากของพวกนี้ ยังมีคนที่แค้น เพราะมีมิชชั่นอยู่”
“หรือแม้แต่เป็นสายเบียวไปเลย อธิบายเทียบว่าเรามีความจำเป็นต้องต่อต้านคอมมิวนิสต์ แบบสายเกมวางแผน แบบนี้ก็มี ผมคิดว่า มันไม่เงียบอีกต่อไปแล้ว เพียงแต่ทั้งสองฝ่าย ก็มีการเชปความทรงจำในรูปแบบและปัจจัยของตัวเอง” ผศ.ดร.เข็มทองระบุ
เมื่อถามว่า ถ้าการพูดถึงประวัติศาสตร์ตรงๆ อาจมีเพดานด้วยกฎหมาย ในอนาคตเรื่องม็อบราษฎรปี 63 ก็อาจจะไม่มีคนพูดถึง ซึ่งผ่านไปเพียง 5 ปี มันเงียบจนเหลือเชื่อ การกดความทรงจำมันแรงมาก ขณะเดียวกันปัจจุบันเกิดปรากฏการณ์ในป๊อบคัลเจอร์ อย่าง ละคร หนัง ซีรีส์ พูดถึงมากขึ้น ทั้ง ’ซีรีส์เดอะชายนส์‘ และหนังของคุณมะเดี่ยว (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) Taklee Genesis ก็พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เราจะอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร การที่รัฐกดไว้ แต่มันไปปะทุทางการต่อสู้ทางวัฒนธรรม มันจะดันความทรงจำให้ไปต่อได้ไหม ?
ผศ.ดร.เข็มทองกล่าวว่า ตนเห็นว่า 6 ตุลาฯ มีผลกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างม็อบเยาวชน ระเบิดตูมๆ คนก็กลัวว่าจะไปจบแบบ 6 ตุลาฯ แต่ผมคิดว่าเขาก็ถอดบทเรียน ว่าทำยังไงให้ม็อบแตกสลายหรือพังลง โดยไม่ต้องไปถึงขั้นล้อมปราบ ด้วยการปลุกมวลชนฝ่ายขวา หรือ ทำงานด้านจิตวิทยาแทน
“แต่ขณะเดียวกัน ข้อสังเกตผมคือเรื่อง ’ป๊อบคับเจอร์’ คือมันป๊อบบางอย่าง เช่น มีเก้าอี้ ‘ขอแชร์’ แต่พอมาเป็นหนังใหญ่ ผมว่ามันไม่ค่อยประสบการความสำเร็จ อย่างเรื่อง ‘ฟ้าใส ใจชื่นบาน’ บ้านเราถ้าทำหนัง ทะลุ Box office แน่นอน พอมันพูดไม่ได้หมด เนื้อหามันก็เลยวอเตอร์ดาวน์ เรื่องที่ไปได้มากที่สุด คือ Taklee Genesis ขณะที่ฝ่ายขวา บางคนยังเคยดู ก็ด่ายับ” ผศ.ดร.เข็มทองกล่าว และว่า พอแนวรบด้านกฎหมายแพ้ ก็ขยับมาแนวรบวัฒนธรรม สร้างอันนี้แล้วกัน เท่าที่มันไม่โดนปิดจอ
จากนั้นเวลา 16.15 น. ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ พาร่วมกิจกรรม ‘ตามรอยความทรงจำใน ม.ธรรมศาสตร์’ ท่ามกลางประชาชน นิสิต นักศึกษา ตลอดจนผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์ร่วมด้วยอย่างคับคั่ง

