อดีตที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ลั่น ‘ท่านต้องเห็นหัวเรา’ ย้ำ รธน.ใหม่ต้องให้ ‘สิทธิเกษตรกร’
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงาน “รำลึก 49 ปี 6 ตุลาคม 2519 ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรมได้” ตั้งแต่เวลา 06.00 – 20.15 น.
โดยบรรยากาศในช่วงเช้า ที่สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มีพิธีทำบุญบาตรพระสะสงฆ์ 19 รูป จากนั้น อธิการบดื่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงาน ต่อด้วย อรวรรณ นารากุล ชมรมโดมรวมใจ ขานนามวีรชนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ตามด้วยการ วางพวงหรีดและช่อดอกไม้โดย ผู้แทนองค์กรต่างๆ อ่านบทกวีรำลึก โดย นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถาหัวข้อ “จากลานโพธิ์ไปสู่รัฐธรรมนูญใหม่” โดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ก่อนร่วมวางช่อดอกไม้รำลึกวีรชน และมอบรางวัล “จารุพงษ์ ทองสิน เพื่อประชาธิปไตย” รวมถึง รางวัลสิทธิมนุษยชนคนธรรมดา
ต่อมาเวลา 16.30 น. เข้าสู่ช่วงกิจกรรม Walking Tour “ย้อนวันวานไปเมื่อ 6 ตุลาคม 2519” ตามด้วยการแสดงงิ้วล้อการเมือง โดย กลุ่มงิ้วล้อการเมือง
บรรยากาศเวลา 19.30 น. มีการปราศรัยข้อเรียกร้องทางการเมือง โดย นายบารมี ชัยรัตน์ อดีตที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ อดีตประธานกรรมการมูลนิธิกระจกเงา ท่ามกลางประชาชนผู้ผ่านเหตุการณ์ ตลอดจนเยาวชน นิสิตนักศึกษา ร่วมด้วยอย่างล้นหลาม
นายบารมี เผยว่า สมัชชาคนจน ออกมาชุมนุมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2538 และอีกครั้งนึงในปี พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และได้มีโอกาสเข้าไปร่วมผลักดัน เข้าไปร่วมเสนอประเด็นที่เราต้องการ กับ ส.ส.ร.

หลังจากเลิกชุมนุม ยังได้กลับไปรณรงค์ในหมู่บ้าน ชุมชน และจังหวัด เป็นการรณรงค์ธงเขียว โดยเล่าว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญที่สนุกที่สุด มีชีวิตชีวามากที่สุด และเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญที่มาจากฉันทามติของประชาชนส่วนใหญ่ ที่ต้องการรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ขึ้นมา ที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญของประชาชน
“พี่น้องครับ เราใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นเครื่องมือเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของเรา เราใช้รัฐธรรมนูญนี้มายืนยันว่าเรามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่เท่าเทียมกับคนอื่น ท่านต้องฟังเสียงเรา ท่านต้องเห็นหัวเรา เราก็เห็นหัวท่าน ทุกคนต่างเห็นหัวซึ่งกันและกัน แต่แน่นอนในเมื่อเริ่มพูดถึงความเท่าเทียม มันก็มีคนที่ไม่พอใจ คนที่เคยมีอำนาจอยู่ คนที่มันอยู่เหนือหัวเรา เขาก็ไม่ชอบที่จะเห็นความเท่าเทียมแบบนั้น
และทันทีที่มันมีจุดอ่อนขึ้นมาในรัฐธรรมนูญปี 40 เขาก็ฉวยโอกาสทำการรัฐประหาร แล้วเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาเมื่อปี 2550 แต่หลังจากที่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา เราก็ไม่มีโอกาสได้ใช้รัฐธรรมนูญใหม่เป็นเครื่องมือ รวมทั้งเราเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายบารมี ชี้
นายบารมีกล่าวต่อว่า สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองสูงมาก เนื่องจากมีคนไม่ยินยอม เขาไม่ต้องการให้ฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการใช้รัฐธรรมนูญแบบเดิม เขาไม่ต้องการคณะรัฐประหาร สุดท้ายเขาออกมาเรียกร้อง และถูกปราบกลางเมือง เมื่อเดือนพฤษภาคม ในปี 53
ผลจากการถูกปราบทำให้ผู้มีอำนาจเก่า เห็นว่ารัฐธรรมนูญชิ้นนี้มันกระชับอำนาจไม่พอ ดังนั้นต้องหารัฐธรรมนูญใหม่ ก็ฉวยโอกาสในการทำรัฐประหารใหม่อีกครั้งในปี 2557 และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่กระชับอำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถึงแม้ในรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ว่า ประชาชนมีสิทธิมีเสรีภาพก็ตาม
“แต่พี่น้อง สิทธิมีเสรีภาพที่เรามีอยู่มันถูกจำกัดภายใต้ว่า ต้องไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ รัฐธรรมนูญมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของประชาชน แต่ว่าถ้าสิทธิของประชาชนถูกจำกัดไว้ด้วยอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ สิทธิของประชาชนมันก็ไม่ใช่ของจริง ก็เป็นเพียงของปลอมๆ ก็เป็นไม้ประดับ เป็นองค์ประกอบเท่านั้น”
ไม่เพียงแค่นี้ในรัฐธรรมนูญปี 60 ยังมีสิ่งเลวร้ายที่สำคัญที่สืบทอดอำนาจ แฝงอำนาจของเผด็จการไว้อีก นั่นคือยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มี 20 ปี หมายถึงว่า 20 ปีในชีวิตของพวกเรา ผมอาจจะอยู่ไม่ถึง แต่ว่าคนหนุ่มคนสาวต้องอยู่ถึง

“แล้วคุณจะยอมอยู่ใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดอนาคตของพวกเราไว้ มันมัดมือมัดตีนของพวกคุณไว้ ไม่เพียงเรา ยังมัดมือพรรคการเมืองด้วย ถ้าเมื่อไหร่ที่กระทำการที่ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ จะต้องถูกยุบพรรค อันนี้คือความเลวร้ายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้” นายบารมีกล่าว และว่า
เราต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ข้อเสนอทางการเมืองของผมในวันนี้คือ เราต้องร่วมกันเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย ที่พูดถึงการกระจายอำนาจ
พี่น้องผม พรรคพวกผมที่อยู่เชียงใหม่ เขาพยายามจะผลักดัน พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร ที่พูดถึงการจัดการตนเองที่นครเชียงใหม่ ถ้ายังใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร ถ้าออกมาที่มันไม่ได้กระจายอำนาจอย่างแท้จริง
นายบารมีกล่าวต่อว่า ในวันที่อยู่อาศัยโลก พี่น้องส่วนหนึ่ง มาชุมนุมที่หน้าองค์การสหประชาชาติ เดินจากลานคนเมือง ไปยังสหประชาชาติ ไปทำเนียบรัฐบาล แล้วเรียกร้องว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีสิทธิในที่อยู่อาศัยบรรจุอยู่ในนั้นด้วย
“สำหรับสมัชชาคนจน เรายืนยันว่า มันต้องมีสิทธิของพวกเรา ก็คือสิทธิเกษตรกร ตาม ปฏิญญาสากลแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกรและบุคคลอื่นที่ทำงานในเขตชนบท ซึ่งเป็นปฏิญญาของสหประชาชาติ เราต้องการให้บรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย” นายบารมีทิ้งท้าย


