เลขาฯ สมช. กล่าวถ้อยแถลง เวที UNHCR ExCom ยัน ไทย หนุนช่วยเหลือมนุษยธรรมผู้พลัดถิ่น
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมคณะกรรมการบริหารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาติ (UNHCR ExCom) สมัยที่ 76 ระหว่างวันที่ 6 – 10 ต.ค สำนักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
นายฉัตรชัย กล่าวว่า ในนามของคณะผู้แทนประเทศไทย ขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจต่อบทบาทเชิงรุกของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในการให้การสนับสนุนด้านมนุษยธรรมแก่ผู้พลัดถิ่นและผู้ที่ต้องการการคุ้มครองระหว่างประเทศ โดยความขัดแย้งและความไม่มั่นคง ยังคงดำรงอยู่ในหลายภูมิภาคของโลก ส่งผลให้ผู้คนนับล้านต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนเองและนำไปสู่จำนวนผู้พลัดถิ่นที่สูงเป็นประวัติการณ์ ประเทศไทยในฐานะประเทศที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้พลัดถิ่นเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า หลักการเรื่องการแบ่งปันภาระและความรับผิดชอบระหว่างประเทศ มีความสำคัญยิ่ง ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความเห็นสอดคล้องกับข้อกังวลของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยฯ เกี่ยวกับแนวโน้มการลดลงของงบประมาณด้านมนุษยธรรมในระดับโลก ซึ่งนโยบายดังกล่าวบั่นทอนจิตวิญญาณแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้พลัดถิ่นนับล้านทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ตลอดปีที่ผ่านมา ได้บรรลุความก้าวหน้าที่สำคัญหลายประการในการบรรเทาความทุกข์ยากของผู้พลัดถิ่น ในฐานะประเทศที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา กว่า 77,000 คน เป็นเวลากว่า 4 ทศวรรษ และในวันที่ 26 ส.ค.68 ประเทศไทยได้อนุญาตให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวสามารถทำงานนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาได้ การตัดสินใจครั้งนี้ได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบบนพื้นฐานของหลักมนุษยธรรม ความมั่นคงของชาติ และผลประโยชน์แห่งชาติในภาพรวม โดยนโยบายนี้เป็นหมุดหมายสำคัญในการมุ่งสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและการพึ่งพาตนเอง ตอบสนองต่อบริบทด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะดำเนินการตามนโยบายนี้โดยยึดหลักการและมาตรฐานระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด และขอบคุณ UNHCR ประเทศผู้บริจาค องค์กรภาคประชาสังคม ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มผู้พลัดถิ่นดังกล่าวมาโดยตลอด การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะและเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ สำหรับการดำรงชีวิตนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ รวมทั้งยินดีที่จะรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมากลุ่มเปราะบางที่ยังจำเป็นต้องพำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ ต่อไปโดยเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2567 คณะรัฐมนตรี มีมติเร่งรัดกระบวนการพิจารณาให้สถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติแก่บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ ประมาณ 480,000 คน นับเป็นความก้าวหน้าของนโยบายว่าด้วยการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติของประเทศไทย และยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในฐานะประเทศผู้ร่วมก่อตั้งพันธมิตรสากลเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ จนถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นคำขอประมาณ 60,000 คนที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการใหม่นี้

นายฉัตรชัย กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 เพื่อให้การคุ้มครองแก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2566 มีผู้ได้รับสถานะ ผู้ได้รับการคุ้มครองแล้ว จำนวน 7 คน และอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 205 คน ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลการดำเนินงานของ NSM เพื่อระบุแนวทางการปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพของกลไกดังกล่าว และมุ่งมั่นดำเนินมาตรการทางเลือกแทนการกักตัวเด็กต่างด้าว ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการเมื่อ 7 ปีก่อน มีเด็กและครอบครัวกว่า 2,000 คน ได้รับการปล่อยตัวจากสถานกักตัวคนต่างด้าว และได้รับการดูแลทั้งในชุมชนและสถานคุ้มครองของรัฐ สะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการให้ความคุ้มครองและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เด็กทุกคน สอดคล้องกับการถอนข้อสงวนของไทยต่อมาตรา 22 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

เลขาฯ สมช.กล่าวว่า ประเทศไทย ห่วงใยสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายลงของชาวโรฮีนจา และสนับสนุนการหารือเชิงปฏิสัมพันธ์ในการประชุมระดับสูงเกี่ยวกับสถานการณ์ชาวโรฮีนจาและชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นในเมียนมา เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ นครนิวยอร์ก และยังคงบทบาทในการปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้ในการประชุมผู้ลี้ภัยโลก (Global Refuge Forum – GRF) ครั้งที่สอง เมื่อปี2566 เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศ และสนับสนุนการพัฒนาในรัฐยะไข่ ทั้งนี้ ในปีนี้ประเทศไทยได้บริจาคเงินจำนวน 700,000 บาท ให้แก่โครงการอาหารโลก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศ และจะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับ UNHCR และประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมทบทวนความก้าวหน้าการดำเนินงานในการประชุม GRF ในเดือนธ.ค.นี้ อย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ขอบคุณข้า
หลวงใหญ่ฯ สำหรับความทุ่มเทและความเป็นผู้นำช่วยเหลือและคุ้มครองผู้พลัดถิ่นทั่วโลก ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ดำรงตำแหน่ง

