⦁…เดินหน้าในกรอบ 4 เดือน ทีมเศรษฐกิจ นำโดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ลุยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” อายุ 16 ปีขึ้นไป 20 ล้านคน ไม่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รับ 2 พัน หรือ 2.4 พันบาทช่วยรายคน คนละ 200 บาท/วัน หวังผล “กระตุ้นระยะสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว”คำว่า “พลัส” หรือ “บวก” ยังรวมถึงการเพิ่มทักษะหรือ Skill ของร้านค้า ใช้เทคโนโลยีและ AI ในการขาย และยังมีมาตรการ “เร่งใช้งบประมาณ” ในระยะเวลา 3 เดือนหรือ 4 เดือน ส่งเสริมการประชุมเสวนาของข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ ไม่ให้กระจุกตัวปลายปี และ “เที่ยวเมืองรอง” รายการนี้ ทีมเศรษฐกิจจะกระตุ้นกันถี่ยิบแบบรายสัปดาห์ เอาเศรษฐกิจไทย “ขึ้นจากหล่ม” ให้ได้ “รายละเอียดต่างๆ” ทั้งร้านค้าและประชาชนที่จะใช้สิทธิ โปรดติดตามรายละเอียด
⦁…คำแถลงของ “รองฯเอก” ขุนคลังคนล่าสุด ย้ำว่า พูดมานานแล้วว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่วิกฤตติดหล่มลึก ต้องการ “มาตรการพิเศษ” มาแก้ไขโดยเร็ว “ใช้งบ 1.1 แสนล้าน” “ปลัดบัส” ลวรณ แสงสนิท ปลัดคลัง บอกว่าจะนำเศรษฐกิจไทยพ้นหล่มได้แน่นอน และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 นี้ GDP ของไทยจะเพิ่มขึ้นด้วยผลของมาตรการนี้ ประมาณ 1% กันเลยทีเดียว ส่วนการ “รีสกิล” ทางด้านเทคโนโลยี ทาง “กสทช.” สนับสนุนในเรื่อง “การให้ความรู้” อย่างเต็มที่ งานนี้ Big Win ของรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่เหนือความเป็นไปได้แต่อย่างใด
⦁…ประเทศไทยอยู่ในมรสุมใหญ่ของเศรษฐกิจและการเมือง แต่ก็พอเรียกได้ว่า ยังอยู่ใน “ระบบ” ไม่มีการ “ล้มกระดาน” รัฐบาลเสียงข้างน้อยกับ “คำมั่น” ว่าจะยุบสภาใน 4 เดือน “คืนอำนาจ” ให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ หลังจากการเมืองเข้าสู่ “วังวน” ของ “ข้อจำกัดต่างๆ” ถือเป็น “ทางออก” ที่ยังยึดโยงกับประชาชน ระยะนี้ คือการ “สร้างผลงาน” ผสมไปกับการแก้ปัญหา ก่อนจะเกิดการยุบสภา และการแข่งขันช่วงชิงคะแนนนิยม เป็น “จังหวะและโอกาส” ของพรรคภูมิใจไทย จะแสดง “ศักยภาพ” ฉายหนังตัวอย่าง ให้เห็นว่า จะแก้ปัญหาให้ประชาชนและประเทศได้มากน้อยแค่ไหน
⦁…พรรคเพื่อไทย ประกาศ “ไม่ตาย” แต่จะยกเครื่องตัวเอง และยกเครื่องประเทศไทย พร้อมเปิดตัว สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น ผอ.เลือกตั้ง เพื่อจะกลับมาอีกครั้งด้วยเป้าหมาย 200 ส.ส. แต่ก็ไม่ง่าย “ข่าว” จาก “ป.ป.ช.” โดย สุรพงษ์ อินทรถาวร รักษาการเลขาธิการ ป.ช.ช. แจ้งว่า มี “คดีใหญ่” รอพรรคเพื่อไทยอยู่ นั่นคือ กรณีคำร้อง “ครม.แพทองธาร ชินวัตร” ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 “โยกย้ายงบประมาณ” ทำ “ดิจิทัลวอลเล็ต” กล่าวหาทั้ง “อดีตนายกฯอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร และ อดีตนายกฯเศรษฐา ทวีสิน เมื่อครั้งอยู่ในตำแหน่ง รวมถึง “ครม.” และ “กรรมาธิการงบประมาณ 2568” กราวรูดไปถึง จนท.รัฐที่เกี่ยวข้อง และ ส.ส.และ ส.ว.ที่่เห็นชอบ ตอนนี้ “รอสรุปสำนวน” เพื่อส่งให้ที่ประชุม “ป.ป.ช.”
⦁…เรื่องนี้เล่าลือมาพักใหญ่ ว่าจะเป็นรายการ “เชือดหมู่” ทางการเมืองครั้งใหญ่ โทษฐานที่มาแตะต้องงบประมาณ ก็ต้องรอดูว่า “ผลจะออกมาเป็นยังไง” จะถึงขั้น“สภาเหงา” หรือไม่ สำหรับ “อดีตนายกฯอิ๊งค์” ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะคดีคลิปเสียงสนทนา ฮุน เซน หลังจากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า เป็นการกระทำขัดจริยธรรม ต้องพ้นตำแหน่ง กลายเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามทางการเมือง แล้ว ตอนนี้ “ป.ป.ช.จะลงอีกดาบ” ตั้ง “องค์คณะไต่สวน” เอาผิดทางอาญา ในความผิดด้านความมั่นคงและฝ่าฝืนจริยธรรม
⦁…และนี่คือ “ผล” ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ยกร่าง “ภายใต้อำนาจ” ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2557 และพรรคภูมิใจไทย รับ “เงื่อนไข” ของพรรคประชาชน มา “ทำประชามติ” เพื่อเปิดประตูไปสู่การแก้ไขเพื่อ “ยกร่างใหม่” ส่วนจะ “เปิดประตู” ได้หรือไม่ ยังไม่ชัดเจน เป็นภารกิจที่ไม่ง่ายนัก เพราะด้วยกฎหมายแม่บทฉบับนี้ “การเมือง” แทบกระดุกกระดิกไม่ได้ งานนี้ขึ้นกับประชาชนว่า อยากให้พรรคการเมือง มีสิทธิที่จะ “ริเริ่มนโยบาย” และ “ผลักดันนโยบาย” ซึ่งรวมถึงการ “บริหารงบประมาณ” ได้มากน้อยแค่ไหน หรืออยากให้การเมืองอยู่ภายใต้ “ระบบควบคุม” จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะต้องให้ข้อมูลความรู้ และทำให้ “ประชาชน” มั่นใจว่า พรรคการเมืองที่ได้อำนาจการบริหารอย่างเต็มที่ จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ ไม่ใช่จะเอาอำนาจไป “คอร์รัปชั่น” อย่างที่ระบบการเมืองเรา “ตั้งข้อกล่าวหา” ไว้








