‘อลงกต’ ถามอยากกลับไปมีสภาผัวเมีย-การเมืองแทรกแซงใช่หรือไม่ ชี้ เคยเป็นขรก.แต่รับไม่ได้ระบบตอลาลีเย ราชการมีอำนาจล้นฟ้า สอดไส้งบกองทุนหมุนเวียน-ซอฟต์พาวเวอร์
เมื่อเวลา 20.35 น. วันที่ 14 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายอลงกต วรกี ส.ว. อภิปรายว่าตนถามทั้งประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศชาติ ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนหรือไม่ แต่สิ่งที่พูดกันมากในสภาฯ คือการฮั้ว ส.ว.ผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมีการพูดกันทุกครั้งในทุกวาระ ที่ต้องถามคือมีการสืบสวนสอบสวนเรื่องฮั้ว ส.ว.อย่างเสมอภาคหรือไม่ หน่วยงานที่ดำเนินการสอบสวนมีความเป็นธรรมาภิบาลหรือไม่ เหตุใดถึงเริ่มสอบสวนหลังจากที่ ส.ว.วอล์กเอาต์จากสภาฯ ในการวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการประชุมกันครั้งแรก
ปัญหาดังกล่าวเกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับปีใดที่ทำให้เกิดหน่วยงานนั้นๆ ขึ้นมา แล้วถูกการเมืองแทรกแซงเมื่อหน่วยงานนั้นๆ เกิดจากรัฐธรรมนูญแล้วมีการแทรกแซง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้หน่วยงานนั้นมีความเป็นกลางหรือไม่ ควรรวมกับ ป.ป.ช.หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ปลอดจากการเมืองและบุคคลใดก็ตามที่เป็นศัตรูกับพรรครัฐบาลต้องแน่ใจว่า จะไม่ถูกแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการสอบสวน
“พูดถึงการฮั้วกันจังครับ อยากกลับเป็นแบบเดิมเอา ส.ว.ครบทุกจังหวัดแบบปี 40 ดีไหมครับ ได้ครับ อย่าลืมนะครับ ถ้ามี ส.ว.ทุกจังหวัด ยังไงการเมืองก็แทรกแซง มีสภาผัว มีสภาสามี มีสภาภรรยา เอาแบบเดิมไหมแล้วก็เกิด…” นายอลงกตกล่าว
นายอลงกตกล่าวต่อว่า ปี 2550 มี ส.ว. 76 คนมาจากการเลือกตั้งและอีก 74 คนมาจากการสรรหาจากกลุ่มอาชีพ ซึ่งมีการทะเลาะกันเพราะกลุ่มหนึ่งมาจากประชาชน และอีกกลุ่มหนึ่งมาจากความเชี่ยวชาญสุดท้ายก็เกิด… พึงระวังว่าจะกลับไปสู่วัฏจักรทางการเมืองแบบเดิมๆ จะมีสภาสามี-ภรรยา หรือจะเอาแบบปัจจุบัน ปี 2560 มี ส.ว. 50 คนมาจากการเลือกตั้ง และอีก 200 คนมาจากใคร ก็เป็นไปตามกระบวนการ
นายอลงกต ได้กล่าวถึงบทความของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า “ส.ว.จำนวน 153 คนมีพฤติกรรมรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนออกเสียงตามนโยบายของผู้นำ หรือของพรรคการเมืองนำ ส.ว.กลุ่มดังกล่าวว่า ส.ว.พรรคน้ำเงิน เพียงแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจัดการเรื่องนี้ให้หายสงสัย หน่วยงานที่มีความรับผิดชอบไม่เคยแถลงอย่างชัดเจนว่าผิดหรือไม่ผิด การปล่อยให้เลือก ส.ว.สามารถมีพรรคการเมืองสนับสนุนได้ แต่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” จากบทความดังกล่าว นายอลงกต ถามว่ารัฐธรรมนูญสามารถแก้ปัญหา สร้างความชอบธรรม หรืออธิบายเรื่องการเลือก ส.ว.แบบไหนได้หรือไม่ อย่าให้เกิด… อีก คิดดีๆ ก่อนที่จะมีการแก้กฎหมายเรื่องที่มาของ ส.ว.
นายอลงกต ยังกล่าวถึงระบบราชการโดยมองว่า อำนาจล้นฟ้าเหลือเกิน ตนเป็นอดีตข้าราชการก็รับไม่ได้ งบประมาณร้อยละ 80 เป็นค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก เบี้ยประชุม การอบรมสัมมนาปีละ 3 ล้านล้านบาท ทำให้งบลงทุนเหลือแค่ 5 แสนล้านบาทต่อปี การแก้รัฐธรรมนูญแก้อะไรได้บ้าง ทำให้ระบบราชารลดลงมาหน่อยได้หรือไม่
ส่วนซอฟต์พาวเวอร์ที่มีงบประมาณสูงถึง 7 พันล้านบาท ไม่สามารถแสดงตัวเลขที่เป็นผลสัมฤทธิ์ได้แม้แต่โครงการเดียว ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานปกติ กฎหมายออกมาเอกชนที่มารับงานก็ไม่ได้เป็นมาตรฐาน พร้อมกับฝาก ส.ส.ว่ากฎหมายที่ส่งมายัง ส.ว.มักจะสอดไส้กองทุนหมุนเวียนเสมอ ส.ว.รับด้วยความกล้ำกลืน อยากจะสะอื้น แต่เดี๋ยวก็หาว่าแกล้งสะอื้น งบประมาณที่ผ่านมาทั้งหมดดูดเงินไปปีละ 5 แสนล้านบาท เงินเหลือจ่ายคืนไม่ได้เข้าไปในเงินสะสมกองทุนปีละไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท เงินเหลือก็เอาไปซื้อตึกดูงานต่างประเทศ ป.ป.ช. สตง.ตรวจสอบไม่ได้ รัฐธรรมนูญแก้ได้หรือไม่ ให้มีอำนาจในการตรวจสอบกองทุนหมุนเวียน
“ตัวเลขอย่าพูดกัน ถ้าพูดภาษาฝรั่งเศสเรียกว่าเป็นตอลาลีเย หรือระบบโกหกทั้งหมด เพราะฉะนั้นขอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญที่ตอบโจทย์ ถ้าตอบโจทย์ได้ก็ไม่มีปัญหา”
นายอลงกต ยังฝากถึงการทำประชามติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคำถามว่าการเห็นชอบของ ส.ส.และ ส.ว. ก่อนทำประชามติสามารถทำได้หรือไม่ จะถือว่าเป็นการทำข้ามขั้นตอนหรือไม่

