ขัตติยา ถาม ภท. จริงใจแก้รธน.หรือไม่ ซัดเขียนที่มาสสร.เชื่อมโยงปชช.น้อยสุด หวั่นเปิดช่องคนใช้อิทธิพลคุมเกม ให้เป็นฉบับตัวเอง ลั่น ของพท.เหมาะสมที่สุด
เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 15 ตุลาคม น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า ข้อสงสัย ที่บอกว่าพรรค พท.ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตนอยากตอบให้ชัดและต้องการให้สภาฯ แห่งนี้บันทึกไว้ว่าไม่มีเหตุผลใดที่พรรค พท.อยากจะคงรักษารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไว้ เพราะหากจะมีพรรคการเมืองใดที่เจ็บปวดที่สุดกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้หนึ่งในนั้นคือพรรค พท. เพราะเราคือพรรคการเมืองที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนต้องพ้นจากตำแหน่งถึง 2 คน จากกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และนโยบายที่เป็นความหวังของประชาชนถูกตีตก ถูกหยุดไว้กลางทาง
น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า ฉะนั้น วันนี้คือจังหวะที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปี เพราะนี่คือครั้งแรกของพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรคนั่นคือ พรรค พท. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) เห็นตรงกันว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และร่วมกันเสนอร่างของตัวเองเข้ามา
น.ส.ขัตติยา กล่าวอีกว่า วันนี้แม้ว่าพรรค พท.จะมีมติว่าจะรับทั้ง 3 ร่างของทั้ง 3 พรรค แต่เนื้อหารายละเอียดนั้น รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมีความเป็นประชาธิปไตยในแง่ของที่มา และมีประสิทธิภาพในเรื่องของเนื้อหาสาระ แต่การที่จะมีรัฐธรรมนูญที่ดีได้ต้องเริ่มจากการที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ดีก่อน ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือมีความชอบธรรมและมีความเชี่ยวชาญ ทั้งนี้พรรค พท.พยายามเสนอให้ ส.ส.ร.มีความยึดโยงกับประชาชน แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยไว้ว่าห้ามไม่ให้ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงก็ตาม ขณะที่มิติของความเชี่ยวชาญนั้น ควรเปิดให้มีพื้นที่สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเข้ามาร่วมกันเสนอ และกลั่นกรองให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นตอบโจทย์ของประเทศมากที่สุด
น.ส.ขัตติยา กล่าวด้วยว่า สำหรับร่างของพรรค ภท. มีการเขียนที่มาของ ส.ส.ร.เชื่อมโยงกับประชาชนน้อยที่สุด และมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะนำประเทศกลับคืนสู่วงจรเดิม วงจรที่ขาดความชอบธรรม ซึ่งพรรค ภท.เสนอจำนวนของส.ส.ร. 99 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.จังหวัด 77 คน และส.ส.ร. ผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คน โดยให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกทั้งหมด อีกทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกแต่งตั้งมาโดยส.ส.ร. ก็ไม่ได้ระบุถึงที่มาและจำนวนอย่างชัดเจน การออกแบบเช่นนี้อาจสวมเสี่ยงที่จะได้มาของ ส.ส.ร.สีน้ำเงิน หรือส.ส.ร.ตามใบสั่งหรือไม่ โดยอาจเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นสามารถใช้อิทธิพลกำกับหรือแทรกแซง ในการกำหนดทิศทางของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปแบบที่ตนเองต้องการได้
“นี่เป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยทราบดีใช่หรือไม่ว่าไม่อาจขวางกระแสการแก้รัฐธรรมนูญได้แล้วอีกต่อไป จึงหันมาใช้วิธีการขวางแบบทางอ้อมคือไม่ขวางการแก้ไขหรือไม่ขวางการร่าง แต่กลับเสนอส่วนที่เปิดช่องให้เกิดการแทรกซึมเพื่อเข้าไปคุมกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. เพื่อให้สามารถกำกับได้ทุกขั้นตอน และการชี้ทิศทางสุดท้ายใช่หรือไม่ นอกจากนี้ สูตรการแก้รัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยยังชี้ให้เห็นชัดเจนว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นจริงเพราะออกแบบกระบวนการให้มีความซ้ำซ้อนและยืดเยื้อเกินจำเป็น เนื่องจากมีการกำหนดให้ส.ส.ร. มีหน้าที่คล้ายคณะกรรมาธิการและใช้เวลาในการยกร่างนานถึง 360 วัน จากนั้นส่งกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาอีกครั้งตามมาตรา 256 ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญที่อาจเกิดขึ้นอาจมีมากกว่า 200 มาตราเราต้องใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะพิจารณาได้อย่างครบถ้วนทุกมาตรา นี่คือตัวบ่งชี้ใช่หรือไม่ ถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย หากสิ่งที่ดิฉันสงสัยและตั้งข้อสังเกตเป็นจริงแล้วมีการนำร่างของพรรคภูมิใจไทยมาเป็นร่างหลักหรือร่างเดียวในการพิจารณาดิฉันอยากถามว่าเราจะยังมีโอกาสได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจริงหรือไม่” น.ส.ขัตติยา กล่าว
น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า ส่วนร่างของพรรคปชน. ถือเป็นร่างที่ต้องการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะถือเป็นร่างที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิ์ร่วมเลือกสมาชิกทั้งในส่วนของคณะกรรมาธิการยกร่างและสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ แม้จะมีความเชื่อมโยงกับประชาชนในเชิงหลักการ แต่ก็ยังมีกลไกสำคัญที่ตนคิดว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ได้ตั้งเอาไว้ ได้แก่ การเชื่อมโยงกับประชาชนและกลไกการถ่วงดุลระหว่างกรรมาธิการยกร่างกับสภาที่ปรึกษา โดยร่างของพรรคปชน. มีโครงสร้างพิเศษแบ่งเป็น 2 ส่วนในการทำงานคู่ขนานกัน แต่แบ่งแยกบทบาทหน้าที่กันอย่างชัดเจน คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีจำนวน 35 คน มาจากการคัดเลือกของรัฐสภาโดยเลือกจากบุคคลที่ประชาชนเลือกไว้ทั่วประเทศจำนวน 70 คน และสภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 100 คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทุกจังหวัด ในเชิงตระการถือว่าเป็นการแยกบทบาทระหว่างฝ่ายร่างและฝ่ายสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างชัดเจน แต่ในเชิงกลไกกลับยังไม่ชัดเจนเลยว่าอะไรที่จะเป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลเพื่อให้คณะกรรมาธิการยกร่างต้องรับฟังหรือปรับร่างตามความเห็นของสภาที่ปรึกษา
น.ส.ขัตติยา กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น ในทางปฏิบัติสภาที่ปรึกษาอาจเป็นแค่สภาเชิงสัญลักษณ์ที่มีไว้เพื่อรับฟังเสียงของประชาชนแต่กลับมีอำนาจผูกพันต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับจริง สุดท้ายเสียงของประชาชนก็อาจจะเป็นเสียงที่สะท้อนอยู่ในห้องรับฟังความคิดเห็น แต่ไม่ใช่เสียงที่ส่งผลต่อเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจริงๆ นอกจากนี้ ในเรื่องของคุณสมบัติกรรมาธิการยกร่างก็ยังมีความหลากหลายไม่เพียงพอ
น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า ขณะที่ร่างของพรรค พท. ตนเห็นว่ามีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากเป็นร่างที่ประชาชนมีส่วนร่วมจริงและเราได้กำหนดที่มาของส.ส.ร. 151 คน แบ่งเป็นการคัดเลือกของรัฐสภา 100 คน โดยจะให้มีการเลือกผ่านจังหวัดต่างๆก่อนแล้วรัฐสภาจึงค่อยมาคัดอีกครั้ง ส่วนอีก 51 คนจะมาจากองค์กรต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญร่วมยกร่างโดยตรง มีกระบวนการที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงมีสัดส่วนการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายต่างๆ อย่างเหมาะสม และผ่านการทำดีจากประชาชนทั่วประเทศก่อนประกาศใช้
“นี่เป็นการยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนเห็นชอบ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เกิดจากการบังคับให้รับเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2560 แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเลือกจะรับด้วยเสรีภาพเจตจำนงและความพร้อมใจยินยอม อย่างแท้จริง นี่คือส.ส.ร. ของประชาชนที่ไม่ต้องรออนุมัติจากผู้มีอำนาจคนใด ไม่ใช่ส.ส.ร.ที่มีใครอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ส.ส.ร.ตามใบสั่ง แต่เป็นส.ส.ร. ของประชาชนอย่างแท้จริง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เสนอชื่อ การเลือก การร่างและการลงประชามติ นี่คือร่างของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการจะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง และขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยเรามีจุดยืนที่ชัดเจน มาโดยตลอดคือเราไม่มีความประสงค์ที่จะแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 อยู่แล้วและได้แสดงจุดยืนเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เราไม่ได้มีจุดยืนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพรรคของเราเอง แต่เรากำลังผลักดันการแก้ไขครั้งนี้เพื่อคนไทยทุกคน เพื่อให้เสียงของประชาชนนั้นกลับมามีความหมายอีกครั้ง เราไม่อาจยอมให้ประเทศอยู่ภายใต้ระบบคนส่วนน้อยมีอำนาจ เหนือคนส่วนใหญ่ได้อีกต่อไปแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำ รัฐบาลที่มาจากประชาชนสามารถทำงานได้จริงฝ่ายขายสามารถตรวจสอบได้จริงและองค์กรอิสระที่ใช้อำนาจบนกติกาและหลักการที่เป็นธรรมจริงๆ เราต้องการรัฐธรรมนูญที่วางรากฐานให้ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย ไม่ใช่บนความหวาดกลัว ความไม่แน่นอนหรือบนการตีความของคนเพียงไม่กี่คนที่ประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือก นี่เป็นจุดแรกที่จะพาเราไปสู่จุดหมายปลายทางด้วยกัน“ น.ส.ขัตติยา กล่าว

