กมธ. กิจการเด็กฯ รับหนังสือ สอบพฤติกรรมพระภิกษุ ใช้วาจาเหยียดเพศสภาพ สร้างอคติ ชี้เป็นผู้นำทางศาสนา คำพูดมีผลต่อสังคมสูง ควรเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม เวลา 13.30 น. ที่อาคารรัฐสภา นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ รับยื่นหนังสือ จากชิษณ์ชาภา พานิช เรื่องขอให้ตรวจสอบพฤติกรรม พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ พระภิกษุที่แสดงออกอย่างเหยียดเพศและสร้างความเกลียดชังต่อบุคคลข้ามเพศ
โดยระบุว่า ได้ตรวจพบว่า พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ กล่าววาจาเหยียดเพศสภาพ ต่อบุคคลข้ามเพศ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้กล่าวเพียงโจมตีตัวบุคคล คือแพรรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร เท่านั้น แต่ยังกล่าวโจมตีเพศสภาพของผู้หญิงข้ามเพศในลักษณะเหมารวม อีกทั้งยังกล่าวว่าผู้หญิงข้ามเพศเวลาบวชถือเป็นการปล้นผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นบาปใหญ่หลวงต่อชีวิต และไม่อาจจะเป็นสัตบุรุษในพุทธศาสนาได้ และยังกล่าวว่า“กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นกลุ่มบุคคลอัปรีย์จัญไร มักไม่ยอมรับตัวเอง มีอารมณ์แปรปรวน อย่าไปเถียงกับมันเชียว เพราะพวกนี้ปากมันน่ากลัวมาก”

ทั้งนี้ผู้ร้องระบุว่าการกระทำดังกล่าวของพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในตำแหน่งพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งควรเป็นผู้นำทางศีลธรรม แต่กลับกล่าววาจาที่เข้าข่ายความรุนแรง โดยใช้วาจายุยงส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง เหยียดเพศ ซึ่งคำพูดของท่านได้รับความเคารพ นับถือ และความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก และเป็นการยุยงให้เกิดอคติทางเพศต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งถือเป็นบุคคลเปราะบางที่ได้รับการเลือกปฏิบัติอยู่แล้ว การกระทำดังกล่าวจึงอาจเข้าข่ายเป็นภัยต่อสังคม จึงอยากให้คณะกมธ. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำการตรวจสอบ และตักเตือนพระสงฆ์รูปนี้ไม่ให้มีการกระทำซ้ำดังกล่าว และเป็นแบบอย่างให้สังคมทราบว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่เป็นที่พึงปรารถนาในสังคม
ด้านนายธัญวัจน์ กล่าวว่า ผู้นำทางศาสนาไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ต้องเคารพความแตกต่าง ไม่ใช่ใช้เวทีทางศาสนา สร้างความเกลียดชังหรือผลิตซ้ำอคติทางเพศ เพราะคำพูดของผู้นำทางศาสนานั้นส่งผลต่อจิตวิญญาณของผู้ฟังสูง ทัศนคติเหล่านั้นก็จะถูกส่งต่อไปยังผู้ฟังและออกไปสู่สังคมได้อย่างง่ายดาย สิ่งเหล่านี้ย่อมขัดต่อหลักเมตตาธรรมและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่เราเคารพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม ศาสนาทุกศาสนาสอนให้เราเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียม จึงไม่ควรใช้ถ้อยคำใดใดที่ทำลายศักดิ์ศรีเพียงพอผู้อื่นมีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างกับตน ภิกษุสมควรดำรงตนเป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาที่สร้างสรรค์ และไม่แบ่งแยก เพราะคำพูดสามารถที่จะเยียวยาและในขณะเดียวกันก็สามารถที่จะทำร้ายกันได้ คณะกรรมาธิการจะนำเรื่องดังกล่าวออกไปพิจารณาเพื่อผลักดันในเชิงป้องกัน และอยากขอความร่วมมือทุกคนในการสร้างสรรค์สังคมอย่างเท่าเทียม เริ่มจากการใช้ภาษาอย่างเคารพกัน นั่นคือจุดเริ่มที่ผู้นำทางศาสนาและทุกๆคน ควรจะให้เค้าเคารพและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


