หน้าแรก การเมือง พริษฐ์ จับตา ...

พริษฐ์ จับตา กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ยัน ปธ.ต้อง ‘ปชน.’ ย้ำ ที่มา ส.ส.ร. ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล

17.10.25 | 15:28 น.

พริษฐ์ เผย เตรียมประชุม กมธ.แก้รธน. 20 ต.ค.นี้ ยัน “ปธ.กรรมาธิการฯ”ควรเป็นของ ‘ปชน.’ เหตุเป็นร่างหลัก ชี้ ตัวแปรสำคัญคือ พ.ร.บ.ประชามติที่ยังไม่ประกาศใช้ ย้ำ ที่มา ส.ส.ร. ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรธน. หาก 3 พรรคหนักแน่นไม่มีใครไปร้องได้ ไม่หวั่น ไม่ผ่านวาระ 3 เชื่อ ชี้แจง สว. ได้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ในนามพรรคประชาชน ซึ่งเป็นร่างหลักการพิจารณา ในชั้นคณะกรรมาธิการฯ ว่า การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ นัดแรกจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 20 ต.ค.68 เวลา 14.00 น. โดยจะพิจารณาเรื่องกรอบระยะเวลาเป็นหลัก เพราะกรรมาธิการต้องทำงานอย่างเต็มที่ให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน เพื่อส่งกลับมายังสภาพิจารณาต่อในวาระ 2 และวาระ 3 ให้ทันตามกรอบเวลาและทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งได้ทัน

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่าการพิจารณาจะดำเนินไปด้วยดี ต้องเอาประเด็นทั้งหมดที่แต่ละฝ่ายเห็นต่างกัน มาแลกเปลี่ยนความเห็นและหาข้อสรุปในแต่ละประเด็นก่อน แล้วค่อยพิจารณาข้อความในแต่ละมาตราว่าจะต้องปรับปรุงหรือไม่ ส่วนการเสนอชื่อประธานกรรมาธิการฯ นายพริษฐ์มองว่า เมื่อใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ประธานก็ควรมาจากพรรคประชาชน แต่จะได้รับเลือกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุม

เมื่อถามว่าหากตำแหน่งประธานมีการแข่งขันกันจะมีข้อยุติอย่างไร นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบว่าจะมีพรรคอื่นเสนอชื่อหรือไม่ แต่ในมุมของพรรคประชาชนก็ย้ำว่า ในเมื่อร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลักก็เหมาะสมที่พรรคประชาชนจะนั่งเป็นประธาน ซึ่งจะมีการเสนอชื่อนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถ้าเกิดมีพรรคอื่นเสนอเข้ามาด้วย ก็ต้องลงมติแต่เชื่อว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน สิ่งที่สำคัญกว่าตัวประธานคือเนื้อหาสาระ เพราะมีหลายประเด็นที่ยังเห็นต่างกันอยู่ ดังนั้นจึงต้องหาข้อสรุปในประเด็นที่เห็นต่างให้เร็วที่สุด

“ไม่ว่ารัฐสภาจะเห็นชอบร่างแบบไหนออกมา ก็ต้องไปถามประชาชนในการทำประชามติ ถ้าหากร่างที่ทำมาไม่ตอบโจทย์ประชาชนก็มีโอกาสที่จะไม่ผ่านประชามติ จึงอยากให้สมาชิกรัฐสภาตระหนักว่าควรมีร่างที่ประชาชนจะเห็นชอบด้วย” นายพริษฐ์กล่าว

Advertisement

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ตัวแปรสำคัญตอนนี้คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติฉบับใหม่ ว่าจะโปรดเกล้าฯหรือไม่ ตนมองว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่โปรดเกล้าฯ ซึ่งเราจะรู้อย่างชัดเจนในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ถ้ามีการโปรดเกล้าฯลงมา ก็จะทำให้เป็นไปตามไทม์ไลน์ คือ ผ่านวาระ 3 ช้าสุดกลางเดือน ม.ค.2569 แต่เราอยากให้ผ่านภายในปลายเดือน ธ.ค.2568 ซึ่งแปลว่าวาระ 2 จะต้องเข้ากลางเดือน ธ.ค. ถ้าเป็นเช่นนั้นกรรมาธิการจะมีเวลาพิจารณา 2 เดือนเต็ม แต่ถ้าเร็วกว่านั้นได้ก็ดี

ส่วนเรื่องคำถามประชามตินั้น นายพริษฐ์กล่าวว่า คำถามไม่มีอะไรที่ซับซ้อน ถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังพิจารณากันอยู่ผ่านวาระ 3 ประชามติรอบแรกก็จะมี 2 คำถาม ซึ่งถูกกำหนดไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้นคำถามไม่มีอะไรที่ซับซ้อนแต่เวลานี้ สิ่งที่สำคัญคือให้เรามีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ผ่านวาระ 3 ได้ทันและมีเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

เมื่อถามถึงข้อกังวลการได้มาซึ่ง ส.ส.ร. ที่อาจขาดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อาจทำให้มีคนไปยื่นร้องต่อศาลแล้วทำให้กระบวนการล่าช้า นายพริษฐ์กล่าวว่า ก่อนวันที่ 10 ก.ย. ซึ่ง 3 พรรคหลัก เห็นตรงกันเรื่อง ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่การที่ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งไปต่อได้ยากเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นถ้าทุกคนรักษาจุดยืนเดิมควรจะพยายามทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดโดยไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นายพรอษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนยืนยันว่า สิ่งที่เสนอไม่ได้ขัดคำวินิจฉัยของศาลเพราะศาลระบุเพียงแค่ว่า”ไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง” เราจึงเลือกผู้ร่างโดยอ้อม จึงคิดว่าไม่มีอะไรที่ขัดคำวินิจฉัยของศาลแต่ทั้งนี้ก็ต้องรับฟังความเห็นอีกครั้งหนึ่ง ส่วนจะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าใครจะเดินไปร้องก็ได้จะต้องมี 2 ขั้นตอน 1.ต้องอาศัยมติเสียงข้างมากของรัฐสภา ถ้าหากไม่ได้มติตรงนี้ใครจะไปร้องได้ จึงควรใช้กลไกของฝ่ายนิติบัญญัติและกรรมาธิการมาช่วยกันตรวจสอบให้เนื้อหารอบคอบ และวินิจฉัยกันว่าขัดหรือไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร และ 2.หากผ่านวาระ 3 ไปแล้ว ส.ส.หรือ ส.ว. มีสิทธิไปร้องได้โดยอาศัยเสียง 1 ใน 10 แต่นั่นคือปลายทางแล้ว แต่เมื่อถึงจุดนั้นหวังว่าทุกคนจะเห็นตรงกันว่าไม่มีอะไรที่ขัดคำวินิจฉัยของศาล

“ผมเข้าใจด้วยระบบการเมืองที่เราอยู่แบบนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 60 ทำให้หลายคนกังวลใจ ยืนยันว่าเรื่องการร้องแต่ผมยืนยันว่า ถ้าทั้ง 3 พรรคหนักแน่นว่าไม่ร้องก็ไม่มีใครร้องได้” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามถึงข้อกังวลเรื่องหมวด 1 หมวด 2 อาจทำให้ถูกคว่ำในวาระ 3 ได้นั้น นายพริษฐ์กล่าวว่า เป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ที่จะต้องหารือวาจะระบุไว้เหมือนรัฐธรรมนูญปี’60 หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับข้อกล่าวหาที่ระบุว่า การเปิดให้พิจารณาหมวด 1 หมวด 2 ได้เท่ากับการล้มล้างการปกครอง เพราะ รัฐธรรมนูญปี’60 ก็เปิดให้สามารถแก้ไขถ้อยคำในหมวด 1 หมวด 2 ได้ แต่จะต้องไปทำประชามติก่อน ดังนั้นมีความเห็นต่างกันได้แต่ไม่มีส่วนไหนที่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองเราต้องคุยกันด้วยเหตุผล

ทั้งนี้ หากในอนาคตรัฐธรรมนูญหมวดอื่นๆ มีการปรับปรุงเนื้อหาอาจต้องปรับปรุง บางถ้อยคำในหมวด 1 หมวด 2 เพื่อให้สอดคล้องกับหมวดอื่นๆ ซึ่งจะไม่กระทบสาระสำคัญระบอบการปกครอง ในรูปแบบรัฐ แต่อย่างใด ซึ่งถูกล็อกไว้อยู่แล้วเพียงแต่ทำให้เนื้อหาในแต่ละหมวดสอดรับกันเท่านั้น จึงเห็นว่าไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเพื่อมาโจมตี

เมื่อถามว่าในวาระ 3 ต้องอาศัยเสียงของ ส.ว. มั่นใจในร่างที่กรรมาธิการ ทำออกมาว่า ส.ว.จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการชุดนี้ แน่นอนว่าวาระ 3 ต้องอาศัยเสียง ส.ว. แต่เราก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าหากร่างผ่านวาระ 3 แล้ว เนื้อหาในร่างประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ต้องหาสมดุลให้ดีในทุกประเด็นตนเชื่อว่ากรรมาธิการจะทำด้วยเหตุและผล และเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความเข้าใจกับ ส.ว.โดยตรง