หน้าแรก การเมือง วิชา ตั้งลูกศ...

วิชา ตั้งลูกศิษย์นั่ง กก.ประเมิน ITA ใหม่ พัฒนาจริยธรรม เปิดข้อมูล 100% จ่อประเมินซ้ำสตง.

17.10.25 | 15:25 น.

‘วิชา’ เปิดตัว กก.ประเมิน ITA ตั้งเป้าพัฒนาสู่มาตรฐานคุณธรรม-จริยธรรมโปร่งใส ปชช.เชื่อมั่น ไม่ค้านสายตา ยอมรับข้อบกพร่องเกณฑ์ประเมิน สตง. หลังตึกถล่ม เล็งตรวจซ้ำขาประจำคะแนนดี

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) แถลงข่าวการปรับปรุงดำเนินการประเมิน ITA ใหม่ว่า ปัจจุบัน ป.ป.ช.ตรวจสอบหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากถึง 8,000 หน่วยงาน โดยใช้เกณฑ์การประเมินเดิมต่อเนื่องมาตลอด 13 ปีที่ และพบว่ามีข้อจำกัด อุปสรรค และความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในปัจจุบัน ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีความเห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและทบทวนหลักเกณฑ์การประเมิน ITA จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีหน้าที่และอำนาจที่สำคัญคือการตรวจสอบและศึกษาผลการประเมิน ITA ที่ผ่านมา และการให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ และหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาเครื่องมือการประเมิน ITA ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายวิชากล่าวว่า คณะกรรมการดังกล่าวเป็นลูกศิษย์ของตนเองจึงได้มีการเคี่ยวเข็ญให้มาช่วยงาน เพราะรู้ใจกันอยู่แล้วและในคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ประสงค์คัดเลือกบุคลากรที่มีความประสงค์ อยากมาช่วยงานจริงๆ โดยการสัมมนาวันนี้จะเปิดให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และชี้ให้เห็นว่ามีข้อบกพร่องด้านใด โดยเฉพาะข้อกำหนดในการตรวจในการตรวจสอบองค์กร แค่คุณธรรมกับความโปร่งใสเพียงพอหรือไม่ที่จะไปกำหนดว่าองค์กรนั้นเป็นองค์กรที่ดี หรือการตีความคำว่า Integrity เป็นคุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดเพราะว่า Integrity คือจริยธรรม ไม่ใช่คุณธรรม ซึ่งคุณธรรมเป็นเรื่องปกติ ความดีที่มีให้แก่กันมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้แก่กัน แต่จริยธรรมต้องเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น จริยธรรมคือการเสียสละทั้งชีวิต ตายก็ไม่เสียดายชีวิต นี่คือสิ่งที่เราได้เลียนแบบมาจากเกาหลีใต้ ที่ได้ให้คำนิยามของคำว่าจริยธรรมหมายถึงความเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ยึดมั่นในความถูกต้อง จะไม่มีการยอมแพ้กับความผิดหรือการทุจริตเป็นอันขาด และก้มหัวให้กับการทุจริตเป็นอันขาด

“จึงมีการตั้งคำถามว่าในส่วนขององค์กรของเราถึงขนาดนั้นได้หรือไม่ พระเจ้าอาจจะร้องไห้หากไปถามท่าน เพราะประเทศไทยเมื่อไหร่จะได้เป็นประเทศที่มีจริยธรรม ประเทศที่เสียสละจริงๆ เหมือนอย่างกับเกาหลีใต้ ที่มีนักการเมืองกระโดดเขาตาย เพราะถูกกล่าวหาว่าภรรยาทุจริตหรือตัวเขาเองหรือตัวเขาเองทุจริต ซึ่งคนไทยมีใครกระโดดเขาตายหรือไม่ แต่ก็เกิดกรณีเด็กคนหนึ่ง ซึ่งจะต้องไม่ลืมว่าเกิดเรื่องที่ จ.ขอนแก่น ที่ทนไม่ได้กับการทุจริตและเสียสละฆ่าตัวตายในรถยนต์ แต่เรื่องดังกล่าวก็ถูกลืมไป” นายวิชากล่าว

Advertisement

นายวิชากล่าวต่อว่า องค์กรที่เปิดเผยและพร้อมจะได้รับการตรวจสอบ จะเป็นองค์กรที่พร้อมจะก้าวหน้าต่อไปและพร้อมจะแก้ไขข้อผิดพลาดในอนาคต แต่ข้อดีของการมีการตรวจสอบ ITA คือความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนดีขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้เป็นความลับหมด เมื่อเข้าสู่ระบบหน่วยงานที่ชอบปกปิดไม่เปิดเผยข้อมูลกลับมาเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้นร้อยละ 65 แต่คณะกรรมการ ITA ต้องการให้มีการเปิดเผย 100% โดยทุกหน่วยงานต้องยินดีให้ตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล ดังนั้น เป็นเรื่องของคณะกรรมการและอนุกรรมการ ITA เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้วต้องมีจุดมุ่งหมายว่าต้องเปลี่ยนแปลง

นายวิชาระบุว่า สิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาอีกอย่างคือ คำถามที่กระทบกระเทือนจิตใจของหน่วยงาน เช่น เรื่องร้องเรียนจากประชาชนจะเก็บมาวัดผลด้วยหรือไม่ เรื่องนี้หน่วยงานต่างๆ ไม่ต้องการให้เก็บข้อมูลเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะกระทบกระเทือนจิตใจ ดังนั้น ต่อไปนี้จะต้องมาคิดว่าทำอย่างไรที่จะได้ข้อมูลที่เป็นจริงเป็นจัง ไม่เช่นนั้นจะเกิดซ้ำรอย

นายวิชาระบุอีกว่า เช่น กรณีกรมทรัพยากรธรรมชาติ หรือกรมอุทยานที่ปรากฏว่าตรวจแล้วได้การประเมิน ITA ระดับเกรด A กลับพบว่าผู้บริหารรับเงินใต้โต๊ะ เป็นข่าวใหญ่โต ซึ่งไม่สะท้อนความเป็นจริง จึงหมดเวลาที่จะพูดแบบเล่นๆ หรือทำอะไรแบบเกรงใจกัน หรือผลัดกันเกาหลัง เมื่อมอบหมายให้ตนมาทำหน้าที่ก็จะทำอย่างดีที่สุด ให้เกิดผลดีกับประชาชน และสิ่งที่ต้องการที่สุดคือให้ประชาชนสะท้อนแล้วเกิดเป็นผลลัพธ์ ประชาชนเป็นสุข มีความศรัทธา เชื่อถือ และไว้วางใจในหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นสิ่งที่ต้องการมากที่สุดสำหรับระบบการตรวจสอบ นำไปสู่การผลักดันให้เกิดจริยธรรม ที่ให้ผู้คนมีความเชื่อถือ หลักฐานและไว้วางใจในหน่วยงาน จะได้ทำงานร่วมกัน และผลักดันให้เกิดผลดี ทั้งด้านเศรษฐกิจการเมืองและสังคม อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบตรวจสอบจะต้องมีการประเมินปีต่อปี หรือในระยะเวลา 2-3 ปี

เมื่อถามว่า กรณีที่เป็นข้อสงสัย เช่น ผลการประเมินในส่วนของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้รับการประเมินผลงานในระดับดีเยี่ยม จะต้องตัดคะแนนประเมินใหม่หรือไม่ นายวิชากล่าวว่า ถือเป็นข้อเสนอแนะที่ดี คิดถึงเรื่องนี้ใช่ไหม และได้มีการคิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน แม้ผลการประเมินจะออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อตึกพังถล่มลงมาคาหูคาตา และยังมีการมอบรางวัลให้อีก ดังนั้น ต้องมีวิธีการยับยั้ง หรือใช้วิธีการตรวจสอบการประเมินซ้ำอีกครั้ง

เมื่อถามว่า กรณีที่มีหน่วยงานที่มักได้รับรางวัลเป็นประจำนั้น นายวิชากล่าวว่า ประเด็นขาประจำที่ได้รับรางวัล ก็มีทั้งที่เป็นจริงและไม่เป็นจริง ซึ่งความเป็นจริงคือหน่วยงานนั้นได้รักษาระดับของตัวเองไว้ได้ ดังนั้น จะต้องมีการตรวจอีกครั้งว่ามีการเข้าถึงอย่างจริงจังหรือไม่ ขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะต้องการประเมินบุคลากรที่อยู่ในกรม องค์กรนั้นด้วยหรือไม่ แผนที่จะไปตอบคำถามเฉพาะการบริหารจัดการอย่างเดียว โดยจะนำไปพิจารณา ส่วนมีที่องค์กรที่ได้รับผลการประเมินคะแนนต่ำก็จะต้องมีการปรับปรุง เปรียบเหมือนครูดูลูกศิษย์แล้วยังไม่มีความก้าวหน้า จะต้องเปลี่ยนวิธี โดยไม่ต้องใช้วิธีการเดิม