สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ไขรหัส MOU43 ชวนคิด ก่อน ทำประชามติ
หมายเหตุ – มติชนสัมภาษณ์ นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี กมธ.วิสามัญพิจาณา MOU2543 และ MOU2544 สภาผู้แทนราษฎร ตอบทุกคำถามและทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ MOU2543 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการนำเรื่องดังกล่าวให้ประชาชนทำประชามติ
-
MOU43 คืออะไร
MOU43 เป็นหนังสือสัญญาตามนิยามของกฎหมาย ที่ไทยทำเพื่อให้มีผลผูกพันกับประเทศกัมพูชา เพื่อทำการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกด้วยกัน โดยเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศมีอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ฉะนั้นโดยสาระสำคัญแล้ว MOU ไม่ได้บอกให้ทำอะไรใหม่ แต่บอกให้ไปหาหลักเขตและเส้นเขตแดนซึ่งไทยทำกับฝรั่งเศสเอาไว้ตั้งแต่ครั้งนั้น แต่การที่จะไปหาเส้นเขตแดนและหลักเขต มันต้องการเครื่องมือ ซึ่ง MOU2543 ก็ให้เครื่องมือสำคัญไว้หลายประการ
อย่างแรกคือให้คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งมีคณะกรรมการอนุกรรมาธิการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค โดยมีเจ้ากรมแผนที่ เป็นหัวหน้างานในการดูแลและค้นหา และก็มีเครื่องมืออีก โดยปี 2546 ได้มีการเขียน TOR ซึ่งเป็นคู่มือว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งก็เป็นเครื่องมือสำคัญ
ประการต่อมา MOU43 ได้จัดระเบียบเอกสารที่ใช้ประกอบในการค้นหาเส้นเขตแดนและหลักเขตแดน ซึ่งก็คือสนธิสัญญาปี 1904 สนธิสัญญาปี 1907 ซึ่งสยามในเวลาทำกับฝรั่งเศส ที่เป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชาอยู่ และที่สำคัญให้ใช้แผนที่ ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน ตามสนธิสัญญาทั้ง 2 ฉบับนั้น และเอกสารอื่นๆ ประกอบ
เริ่มที่ “บันทึกวาจา” ว่าด้วยตำแหน่งของหลักเขตที่สมัยก่อนเขาไปหากันแล้ว เจอแล้ว ปักแล้ว เขาก็บันทึกเอาไว้ ถ้าตรงไหนที่มีถาวรวัตถุหรือที่มีโบราณสถานอยู่เป็นหลักอ้างอิง เราก็จะรู้ตำแหน่งของมัน แต่บางที่มันก็หายาก อย่างไรก็ตาม บันทึกนี้เขาจะเขียนแผนผังเอาไว้ประกอบค่อนข้างจะละเอียด เอกสารเหล่านี้จะใช้ในการประกอบการทำหลักเขต และหาว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ในอดีตเขาตกลงกันว่าอย่างไร แผนที่และเอกสารเหล่านี้จึงต้องมีบทบาท MOU ไม่ได้อนุญาตให้เราเอาเอกสารอะไรที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้ามาในที่ประชุม เพราะฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันแล้วว่า เอกสารที่จะใช้จะอ้าง 4-5 ชิ้นที่ว่ามาข้างต้น ใครจะไปเอาอย่างอื่นเข้ามาไม่ได้

ความดีของมันอีกประการ ซึ่งมีการพูดกันมากคือว่ามันเขียนเอาไว้เลยว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ และหน่วยงานของรัฐ ของทั้งสองฝ่าย ไปทำการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เพราะบางทีมีการไปสร้าง เช่น พระ เสาธง และสร้างสถานที่ต่างๆ ไว้ทับสันปันน้ำ ซึ่งทำให้สันปันน้ำและทิศทางมันเปลี่ยนไป บางที่แม่น้ำลำคลองตื้นเขินและเปลี่ยนทางเดิน ก็จะทำให้เส้นเขตแดนมันเปลี่ยน ถึงได้ห้ามไว้
การห้ามอย่างนี้ก็ช่วยเรา บอกเรา และอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น แม้แต่การขุดสนามเพลาะ สนามรบ ซึ่งทำโดยเจ้าหน้าที่ ก็ทำไม่ได้ เพราะมันผิด เราจึงอาศัยเหตุนี้ ไปประท้วงอีกฝ่ายหนึ่งได้ อีกข้อหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยพูดกันมาก แต่เป็นข้อที่สำคัญ ปรากฏอยู่ในข้อ 3 วงเล็บ 3 ของ MOU2543 ก็คือบอกว่า เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ไปทำการเดินสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ให้เก็บกู้กับระเบิดเสียก่อน เพราะพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา กับระเบิดเยอะ MOU ก็เลยเขียนชัดเจนเลยว่า ต้องเก็บกู้กับระเบิดกันเสียก่อน
ผลประโยชน์มันก็เลยเกิดขึ้นทั้งกับการจัดทำสำรวจหลักเขตแดน และกับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น เจ้าหน้าที่ที่ทำงานเรียกว่าเป็นผลพลอยได้ ซึ่งไม่ต้องไปบังคับใครเลย เพราะว่ากัมพูชาเขาจะมาปักปันเขตแดนกับเรา เขาก็ต้องทำอยู่ดี
อีกข้อหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ในกรณีที่เกิดเหตุพิพาท ขัดแย้ง โต้แย้ง หรือตีความ MOU ฉบับนี้แตกต่างกัน MOU เขียนว่าให้ใช้สันติวิธีแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาและปรึกษาหารือเท่านั้น เพราะฉะนั้นมันก็เป็นการเขียนครอบคลุมเอาไว้ชัดเจนว่า ไม่ว่าจะยังไง เราจะไม่ยิงกันนะ เราจะต้องมานั่งคุยกัน
ที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะเน้น ซึ่งปรากฏอยู่ในอารัมภบทของ MOU2543 ที่ว่า MOU นี้เอาไว้ทำอะไร ใช้เพื่อระงับข้อขัดแย้ง เหตุพิพาท ตามแนวชายแดน อันเกิดจากเส้นเขตแดน อันนี้ก็ใช้เป็นคัมภีร์เลย เพราะปัญหาเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา มันก่อให้เกิดการพิพาทเรื่อยมา บางครั้งก็เสียกำลัง สูญเสียบ้าง ไม่สูญเสียบ้าง เพราะฉะนั้น มี MOU ฉบับนี้จำกัดเอาไว้ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ของมัน
-
ฟังดูเหมือนจะมีข้อดี มีประโยชน์ แล้วทำไมมันกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา
เพราะมีพี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อย เกิดข้อกังวลตรงที่ว่า MOU ฉบับนี้ กล่าวถึงแผนที่ที่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนตามสนธิสัญญา 1904 และ 1907 คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดได้แผนที่ขึ้นมา 2 ชุด คือ ชุดที่ทำในปี 1904 มี 11 ระวาง ใช้สำหรับพื้นที่ทางตอนเหนือที่ติดกับลาว แล้วก็อีกส่วนนึง ตรงที่ ลาว ไทย กัมพูชา ต่อกัน ด้วยมาตราส่วน 1:200,000 แล้วพอปี 1907 มีการทำสนธิสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่ง เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงแลกพื้นที่กัน คือ พระตะบอง เสียมเรียบ ศรีโสภณ โดยกัมพูชาซึ่งคือฝรั่งเศสในเวลานั้นบอกว่าน่าจะเป็นพื้นที่ของกัมพูชาแต่เดิม ส่วนตราดน่าจะเป็นพื้นที่ของไทยอยู่ก่อน รัชกาลที่ 5 ก็เลยตกลงแลกดินแดนกันเลย เป็นเหตุให้เกิดสนธิสัญญาฉบับปี 1907 และก็จะมีแผนที่ตามมาเพราะต้องปักปันเขตแดนกันใหม่ จึงเกิดแผนที่อีกชุดหนึ่งซึ่งมี 5 ระวาง ก็กำหนดคร่าวๆ ในปัจจุบันก็คือ ส่วนตั้งแต่ส่วนท้ายๆ ของจังหวัด ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรีและตราด โดยแผนมที่ในชุดที่ 2 มีอยู่ทั้งหมด 5 ระวาง
สิ่งที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งกังวลก็คือว่าแผนที่ 1:200,000 ชุดแรกในระวางดงรัก ซึ่งเขียนว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ฝั่งกัมพูชา นั่นก็เป็นเหตุให้ มันไปถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เรื่องคือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ข้างญี่ปุ่น ก็ไปยึดพื้นที่ พระตะบอง เสียมเรียบ ศรีโสภณ รวมทั้งพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารด้วย พอแพ้สงครามก็ต้องคืน ต้องทำสนธิสัญญาส่งคืนพื้นที่เหล่านั้นให้กัมพูชาไป ไทยไม่ได้คืนปราสาทพระวิหาร และคงทหารของเราเอาไว้อยู่ที่นั่น เจ้าสีหนุก็เลยไปฟ้องศาลโลก ศาลโลกก็ใช้เวลาในการตัดสินนาน จนกระทั่งถึงปี 1962 หรือ พ.ศ.2505 ก็ตัดสินว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา
ประเด็นก็คือว่า ศาลโลกดูรู้ได้อย่างไร มันเกิดการโต้แย้งในศาลว่า แผนที่ชุดนี้จัดทำขึ้นเผยแพร่หลังจากที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนสิ้นสภาพไปแล้ว และคณะกรรมการยังไม่ได้เซ็นรับเลย ศาลโลกเห็นว่า แผนที่ชุดนี้อาจจะมีความบกพร่องจริง แต่ประเทศไทยได้รับมาแล้ว และนำไปใช้งานแล้ว มีบันทึกในฐานประวัติศาสตร์ว่าทูตไทยที่อยู่ที่ปารีสในเวลานั้น เมื่อได้รับแผนที่ชุดนี้ที่ฝรั่งเศสจัดพิมพ์เสร็จแล้วก็ส่งมาที่กรุงเทพฯ กระทรวงการต่างประเทศในเวลานั้นดูแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมเขียนจดหมายกลับไปอีก ให้ทางสถานทูตบอกว่าขอให้พิมพ์เพิ่มมาอย่างละ 50 ชุด เอาแจกไว้ในสถานทูตหลายแห่งทั่วโลก และกระทรวงมหาดไทยก็เอาแผนที่นี้ไปแจกให้จังหวัดที่อยู่ตามชายแดน เพื่อบอกให้กทราบว่านี่คือเส้นเขตแดนให้เป็นไปตามแผนที่นั้น
ศาลโลกก็เลยเห็นว่าต่อให้แผนที่นี้มันบกพร่อง ไม่ตรงกับสันปันน้ำ ซึ่งเราก็อ้างว่าผู้เชี่ยวชาญลงไปสำรวจแล้วมันก็ไม่ตรงจริงๆ แต่ศาลบอกว่าในเมื่อมันไม่ตรง แต่ไทยก็ไม่ได้ติติงในเวลานั้น และก็นำมันมาใช้งานแล้ว ศาลจึงเห็นว่ามันก็ส่งผลต่อเส้นเขตแดน และพิพากษาให้ปราทสาทพระวิหาร เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในแผนที่ เรื่องนี้ก็เลยก็เลยกลายเป็นประเด็นว่า ประชนชนชาวไทยจำนวนหนึ่งก็บอกว่าไม่สบายใจที่ MOU2543 ไปเอาแผนที่ชุดนั้นมาใช้อีก
อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมายก็คือ ไม่ว่าความเห็นเราจะเป็นอย่างไรเราก็คงลบล้างคำพิพากษาของศาลโลกไม่ได้ และประเด็นที่สองก็คือแผนที่มาตราส่วนหนึ่ง 1:200,000 มันไม่ได้มีเฉพาะระวางดงรัก ระวางอื่นๆ มันก็ใช้มาตราส่วนเดียวกัน และเราก็ใช้งานแผนที่นี้ในการกำกับเส้นเขตแดนและใช้เจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่เฉพาะกับกัมพูชา ลาวเราก็ใช้ เพราะฉะนั้นถือว่าไทยก็ได้ใช้ประโยชน์จากมันก่อนที่เราจะมีแผนที่ชุดหลังๆ เข้ามาที่ทำขึ้นตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ในความเห็นของผม มันเป็นความกังวลที่ดูออกจากไกลเกินเหตุอยู่สักหน่อย แล้วก็ยึดติดกับคำพิพากษาของศาลโลก
ในคำพิพากษาของศาลโลก ทุกคนเห็นตรงกันว่าศาลได้พิพากษาเฉพาะตัวปราสาทและพื้นที่รองรับ การตีความในปี 2013 ก็เป็นการยืนยันเพียงแต่ว่า พื้นที่รองรับตัวปราสาท คือภูเขาในชื่อเดียวกับตัวปราสาททั้งลูก มันกว้างเท่าไหร่ยาวเท่าไหร่ ศาลก็บรรยายมาให้เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ว่าถึงไหนถึงไหนบ้าง พื้นที่นั้นคืออยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ส่วนอื่นศาลยังไม่ได้ว่าอะไร โดยเฉพาะสถานะของแผนที่ศาลท่านก็ไม่ได้ว่า
ทุกฝ่ายก็ทราบกันดีว่าเมื่อศาลไม่ได้ว่า ความผูกพันของแผนที่ 1:200,000 ก็มีอยู่เพียงแค่ว่ามันเป็นส่วนประกอบที่เรานำมาใช้เท่านั้น คือเราใช้เมื่อจะหาหลักเขตและหาเส้นเขตแดน 2 อย่างนี้ให้ใช้แผนที่นี้ เป็นตัวประกอบว่ามันน่าจะอยู่ประมาณไหน ในภูมิประเทศจริง แต่ก็ไม่ได้ใช้แผนที่อย่างเดียว เค้าให้ใช้บันทึกด้วยวาจา ให้ใช้แผนผัง ประกอบด้วย และในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการค้นหา ลักษณะทางภูมิศาสตร์เข้ามาด้วย ในทีโออาร์ก็เขียนเอาไว้ว่าให้ใช้ภาพถ่ายทางอากาศ และแผนที่ซึ่งจัดทำจากภาพถ่ายทางอากาศ และให้ใช้อีกอย่างหนึ่งคือ GPS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่
ในปัจจุบันที่ภาพถ่ายทางอากาศก็ยังมีความคลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้นเค้าก็จะใช้เทคโนโลยี Orthophoto (หรือภาพถ่ายทางอากาศที่ถูกปรับแก้ให้มีขนาดและสัดส่วนตรงตามพิกัดบนแผนที่จริง) ในการแก้ความเพี้ยน เพราะเวลาเราทำภาพถ่ายทางอากาศเรา ทำจากดาวเทียมก็ดี หรือจากเครื่องบินที่บินในที่สูงก็ดี โลกของเราไม่ได้แบน มันกลม เพราะฉะนั้นกล้องที่ถ่ายมาจากดาวเทียม มันจะไม่ตั้งฉากกันกับพื้นผิวโลกในทุกๆ จุด บางที่เลนส์มันต้องการความกว้าง มันจะโค้ง
เมื่อเห็นความโค้งอย่างนั้นตำแหน่งของ ที่ต่างๆ บนแผนที่มันจะผิดเพี้ยนไปหมดระยะทางก็เพี้ยน เพราะฉะนั้นในทีโออาร์ก็จะบอกให้ใช้เทคนิคทางดิจิทัลและ GPS มาช่วย แก้ความเพี้ยนของมัน แต่หลังหลังเราก็ยังพบอีกว่ามันก็ยังไม่ละเอียดเพราะว่า Orthophoto มันเป็นภาพสองมิติซึ่งจะแบน จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า ไลดา (LiDAR) ซึ่งเป็นการฉายแสงเลเซอร์ลงบนพื้นที่เพื่อบอกระดับความสูงต่ำ ของพื้นที่ โดยใช้ไลดาประกอบกับการทำ Orthophoto ก็จะได้ความสูงของพื้นที่ ดังนั้นเราจึงจะเห็นสันปันน้ำว่าอยู่ตรงไหนแน่ๆ
ต้องย้ำว่า เส้นเขตแดนไม่มีอยู่ในภูมิประเทศจริง เส้นเขตแดนปรากฏอยู่ในแผนที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาเราจะแปลงเส้นเขตแดนซึ่งอยู่บนแผนที่ ไปลงภูมิประเทศจริงความแม่นยำต่างๆ ให้มันเหมือนกันเป๊ะ มันจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีประกอบหลายอัน
ที่พูดอย่างนี้ก็มาถึงจุดที่ว่า ปัจจุบันนี้กัมพูชายอมรับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดแล้ว การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) เมื่อเดือนมิถุนายน ที่กรุงพนมเปญ มีการตกลงในหลักการว่า ให้นำเทคโนโลยีไลดามาใช้ในการจัดทำแผนที่ แทนการจัดทำแผนที่ Orthophoto จากภาพถ่ายทางอากาศ ในการหาเส้นเขตแดน เมื่อรับกันแล้ว มันก็เป็นประโยชน์ ก็เท่ากับว่าเป็นการยอมรับว่าแผนที่ 1:200,000 มันมีความเพี้ยน มีข้อบกพร่อง
เมื่อเห็นตรงกันทั้งสองฝ่ายและตกลงใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแล้ว มันก็จะช่วยแก้ปัญหา ความกังวลที่มีอยู่กับแผนที่ 1:200,000 ไปได้ ในความเห็นของผมคิดว่า ประชาชนชาวไทยที่จะกังวลกับสถานะ และความเพี้ยนของแผนที่ ก็น่าจะช่วยคลายกังวลได้

จากที่ได้ศึกษารายได้กันมาพอสมควร ผมเคยอ่านดีเบตของงานวิจัยกัมพูชา ที่เขาใช้หาโบราณสถานของเขา แรกๆ กัมพูชาก็ไม่เชื่อถือเทคโนโลยี เพราะว่ามันพัฒนาโดยชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่หลังๆ ก็ไม่มีอย่างอื่นมาเถียง เพราะฉะนั้น สุดท้ายกัมพูชาซึ่งคุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้พอสมควรแล้ว เพราะฝรั่งเอามาใช้ ก็ยอมรับ
เมื่อยอมรับแล้วขั้นตอนต่อไปในทีโออาร์เมื่อเราสามารถหาเส้นเขตแดน ตามแนวสันปันน้ำที่ระบุในสนธิสัญญา เห็นต้องตรงกันแล้ว ทีโออาร์ และใน MOU บอกว่าให้เราจัดทำแผนที่ชุดใหม่ เพื่อกำหนดเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ในมาตราส่วนที่ละเอียดกว่าเดิม เป็น 1:25,000 เพราะฉะนั้นมันก็จะละเอียดกว่า แผนที่ซึ่งบางฝ่ายอาจนิยมชมชอบมากกว่าคือ 1:50,000
-
แผนที่ 1:25,000 ที่เราตั้งเป้าไว้เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งไม่รู้จะเกิดขึ้้นได้จริงเมื่อไหร่ อยากให้อธิบายแผนที่ 1:50,000 เพราะก็มีคนยึดถือว่าแผนที่นี้ละเอียดที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นแผนที่ที่เราทำฝ่ายเดียว และไม่ได้อยู่ในเอกสารแนบของ MOU43
แผนที่ 1:50,000 เป็นแผนที่ซึ่งจัดทำขึ้นช่วงสงครามเย็น โดยสหรัฐเป็นคนสำรวจ จัดทำ และจัดพิมพ์ ในชุดนี้ เรียกว่า ซีรีส์ L ขึ้นต้นด้วย 70 มันมี 4 ประเทศที่เกี่ยวข้องในเวลานั้น ที่สหรัฐทำและมอบแผนที่ชุดนี้ไว้ให้ ก็คือ L7014 ให้กับเวียดนามใต้ ซึ่งในเวลานั้นเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ L7015 ให้กับลาว ในระบอบเก่า L7016 ให้กับกัมพูชา สมัยรัฐบาลลอนนอน และ L7017 ให้กับประเทศไทย
วัตถุประสงค์หลักของแผนที่ชุดนี้ทำเพื่อประโยชน์ทางยุทธการทางทหาร ทำขึ้นด้วยเทคนิคที่แตกต่างจากเทคนิคของแผนที่ 1:200,000 ที่โครงแผนที่เป็นรูปทรงเหมือนหัวหอม แต่ 1:50,000 โครงของมันเป็นรูปทรงกระบอก
จุดเด่นของแผนที่ 2 ตัวนี้แตกต่างกัน แผนที่ 1:50,000 มีความแม่นยำของระยะทาง มันเป็นประโยชน์สำหรับทางทหาร ระยะทาง เช่นกำหนดระยะยิงปืนใหญ่ และการลาดตระเวน เพราะฉะนั้นเรื่องระยะทางมันจึงแม่น ไม่อย่างนั้นเราจะคำนวนยิงปืนใหญ่ระยะไม่ได้ ก็จะพลาดเป้า เพราะฉะนั้น แผนที่นี้ เป็นแผนที่ใช้ประโยชน์ทางยุทธการ
และที่สำคัญที่สุด ตอนนี้มีการเอาของจริงมาเผยแพร่เยอะแล้ว ถ้าจะดูละเอียดนิดนึง ให้ส่องลงไปช่วงท้ายของระวาง มันจะเขียนว่า “เส้นเขตแดนไม่ถือเป็นทางการ” แปลว่า ทุกประเทศที่ถือแผนที่ชุดเดียวกันอยู่ ไม่ถือว่าพื้นที่ที่ปรากฎในแผนที่นี้น่าจะเป็นเส้นเขตแดน มันไม่ได้เป็นเขตแดน แต่ทหารเขาใช้เพื่อการปฏิบัติการทางการทหาร คือพอให้รู้ว่า นั่นน่าจะเลยเขตเราแล้ว น่าจะเข้าเขตกัมพูชาแล้ว เข้าเขตลาวแล้ว กัมพูชากับลาว เขาก็มีเขตพื้นที่ติดกัน
เพราะฉะนั้น แผนที่ 1:50,000 เป็นแผนที่ที่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการทหาร ไม่ใช่การกำหนดเส้นเขตแดน
-
คือมันเป็นแผนที่ที่เป็นการทำขึ้นเพื่อการใช้งานฝ่ายเดียว ไม่ได้เป็นความตกลงระหว่างประเทศเพื่อนบ้านด้วย
มันไม่ใช่ เขาถึงได้เขียนไว้ชัดเจนว่า เส้นเขตแดนอย่างไม่เป็นทางการ เป็นประมาณว่า ถ้าจะยิงปืนใหญ่ไปทางนี้ มันจะตกลงเพื่อนบ้านแล้วนะ ทั้งกัมพูชา ไทย ลาว และเวียดนาม ไม่ได้ถือแผนที่นี้เป็นสรณะในการกำหนดเส้นเขตแดน
ผมทำการวิจัยเรื่องเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน เติมให้อีกนิดระหว่างเวียดนามกับกัมพูชา เขาปักปันเขตแดนกันเสร็จแล้ว แผนที่ที่ใช้ประกอบ มี 2 ชุด ชุดนึง ระวาง 1:100,000 อีกชุดหนึ่ง 1:50,000 แต่เขาไม่ได้ยึดอันใดอันหนึ่ง
เหมือนกัน เวลาทำกับประเทศอื่นๆ เขาก็ใช้แผนที่หลายตัวได้เหมือนกัน แล้วแต่ว่าสองฝ่ายจะตกลงว่าอย่างไรกัน เพราะฉะนั้น เราก็มองแต่แผนที่นี้ด้วยลักษณะที่เป็นจริงของมัน
ความจริงแผนที่ 1:50,000 มันมีด้วยกันทั้งคู่ ถ้ามันสำคัญและทั้งสองฝ่ายเห็นดีเห็นงาม ตอนทำ MOU43 เขาน่าจะเอามาบรรจุไว้ แต่เนื่องจากว่ามันไม่ได้เคยเกิดจากการตกลงอะไรกันเลย เพราะต่างฝ่ายต่างถือ ต่างฝ่ายต่างทำ ก็เลยไม่มีสถานะเป็นเส้นเขตแดนร่วม
-
เรื่อง MOU43 เป็นเรื่องเทคนิคค่อนข้างมาก การที่จะผลักให้ประชาชนทำประชามติ มันจะไหวหรือไม่
ประชามติเป็นเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตยอันหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ประชามติ เราจะใช้ในกรณีที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งมันส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง อันนั้นก็จะใช้การถามประชามติว่า และคำถาม มักจะเป็นคำถามที่ว่า จะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” เท่านั้น มันไม่ต้องพูดถึงรายละเอียด
ทีนี้กรณีของ MOU มันเป็นเครื่องมือสำหรับเจ้าหน้าที่ระหว่างไทยและกัมพูชา ใช้ในการค้นหา หลักเขตแดน และเส้นเขตแดนของเรา ไม่ได้บังคับใช้กับประชาชนทั่วไป เราท่านทั้งหลายไม่ต้องไปหาเขตแดน เจ้าหน้าที่เขาจะเป็นคนทำ เพราะฉะนั้น เขาจะทำอะไร ใช้เอกสารอะไร มันไม่เกี่ยวกับประชาชนทั่วไป เราไม่ต้องไปตัดสินใจแทนเขาว่า ไม่ใช้อันนี้ไม่ใช้อันนั้น เพราะฉะนั้น ไม่มีเหตุอันสมควร ในความเห็นของผมที่จะเอา MOU นี้มาผ่านประชามติ
โดยเปรียบเทียบ ทุกคนก็อ้างเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าใช้โดยเทียบเคียง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรา ทำไมศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ต้องผ่านประชามติ ถ้าหากเราจะแก้ไข ยกเลิก อะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าตอนทำมันผ่านประชามติ ร่างเสร็จแล้ว ผ่านประชามติ เพราะฉะนั้น เวลาจะเลิก จะแก้ไข จะไปถามประชาชน มันก็มีเหตุผลอยู่ เนื่องจากตอนทำมันผ่านประชามติ
เมื่อนำไปเทียบเคียงกับ MOU พวกเราเป็นนักข่าวประจำกระทรวงการต่างประเทศ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเขาทำอะไรกัน เพราะฉะนั้น มาถึงวันนี้ ตอนจะเลิก จะมาถามประชาชน แม้แต่คนที่ศึกษาเรื่องนี้เป็นเวลานานก็ยังต้องมารื้อฟื้น คนที่อยู่กับมันในปัจจุบันต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ ผมคิดว่า มันก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ที่จะให้ประชาชนทั่วไปตัดสิน ด้วยวิธีการทำประชามติ
มีอีกคำคือทำประชาพิจารณ์ อันนี้น่าจะใช้ประชาพิจารณ์มากกว่า ประชาพิจารณ์ก็คือประชาชนมาถกเถียงกันเรื่อง ผลดี ผลเสีย เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้องอย่างไร เป็นการแสดงความเห็นโดยทั่วไป อันนั้นผมส่งเสริมให้ทำ น่าจะทำ คนที่ไม่รู้ จะได้รู้ คนที่ยังไม่เคยศึกษา ก็ไปศึกษา หาเอกสารหลักฐานมาอ่าน เอาแผนที่มาดูว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า คนที่มีหน้าที่ตัดสินใจคือรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรี ต่อให้รวมรัฐสภาด้วยก็ได้ เป็นกลไกในเชิงสถาบัน ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ก็มาชั่ง ผลดี ผลเสีย ซาวด์เสียงดู วิธีการนี้น่าจะฉลาดกว่า
-
คิดอย่างไรกับการที่บอกว่า มันต้องยกเลิก MOU ได้แล้ว ทำมาตั้งแต่ปี 2543 แล้ว ไม่มีความคืบหน้าเลย
จริงๆ แล้ว มันคืบมากนะ ถ้าพูดกันอย่างไม่มีอคติใดๆ เลย ปัจจุบันนี้ รายงานล่าสุด ที่ประชุมเจบีซีรับทราบผลการดำเนินงาน ในรอบ 25 ปี ของ MOU2543 คือเราหาหลักเขตและเห็นตรงกันกับกัมพูชาหมดแล้ว 45 จาก 74 หลัก
จริงๆ จำนวนหลัก 74 หลัก แต่หมายเลข 73 อันนั้น เจ้าหน้าที่ชี้แจงอาจสับสน บางคนพูด 73 บางคนพูด 74 ข้อเท็จจริงคือ หลักที่ 22 มีหลักย่อย มันใช้ 22 A และ B เพราะฉะนั้น มันก็เลยกลายเป็นจำนวน 74 ก็คือ หาเจอ และเห็นร่วมกัน แล้ว 45 คิดเป็นจำนวนหลัก ก็เป็น 60 เปอร์เซ็นต์
เมื่อเจอหลักแล้ว ความจริงต้องเจอให้ครบทุกหลัก และเห็นร่วมกันให้ครบทุกหลักก่อน โดยเทคนิคต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น GPS Orthophoto และไลดา ในเวลาต่อมา เมื่อหาหลักเจอแล้วก็ต้องมาดูอีก 2 อย่าง คือ เสากับเส้น อันนี้ต้องชัดเจน เสานี่ผ่านไป 60 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่เส้นยังไม่ได้
ทำไมถึงต้องมาดูเส้นด้วย ลากต่อกันเลยไม่ได้หรือ มันไม่ได้ เพราะว่าเขตแดน 798 กิโลเมตร จากอุบลราชธานีถึงตราด บางที่เดินบนสันปันน้ำ บางที่เดินตามลำคลอง บางที่เป็นพื้นราบ การลากเส้นระหว่างหลักต่อหลัก ส่วนที่อยู่บนลำคลองก็ดี บนสันปันน้ำก็ดี มันจะคดๆ งอๆ โค้งไปโค้งมา ก็ต้องใช้เทคโนโลยี และแผนที่ประกอบกัน มาหาว่าความคดงอ มันไปทางไหน มันเลี้ยวไปทางไหนบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำไม่ใช่งานเล่นๆ ก็คือการหาเส้นต่อเส้น หลักต่อหลัก
อีกประการหนึ่ง เราไม่ได้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะว่าบางหลักมันอยู่ไกลกันมาก เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลกับกรรมาธิการว่าบางหลักอยู่ห่างกัน 20-30 กิโลเมตร อันใหม่เขาถึงตกลงและเขียนในทีโออาร์ว่า อยากจะให้แต่ละหลักห่างกันสัก 5 กิโลเมตรก็พอ จะได้ดูกันง่ายขึ้น
และในเรื่องภูมิประเทศ อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูด ภูมิประเทศในธรรมชาติมันเปลี่ยนแปลง มันไม่ได้คงที่เหมือนสมัยเมื่อร้อยปีก่อน แม่น้ำลำคลองมันเปลี่ยนทางเดิน อันนี้เป็นข้อเท็จจริง จากที่เคยทำวิจัยมาหลายที่หรือแม่น้ำใหญ่อย่างแม่น้ำโขงมันก็เปลี่ยนทางเดิน อันนี้เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน ที่จะต้องค้นหาให้เจอว่าร่องเดิมมันอยู่ตรงไหน
อีกอย่างหนึ่ง สันปันน้ำคือพื้นที่ซึ่งน้ำแบ่งกันบนภูเขา ที่มันไม่ได้ตรงทุกเทือก อย่างเช่น พนมดงรัก ผมอาศัยอยู่ตรงนั้น มันไม่ใช่ภูเขาลูกเดียว เขาถึงเรียก เทือกเขาพนมดงรัก เทือกนั้นมีหลายลูก แต่ละลูก ไม่ต่อกันเสมอไป
คำนิยามของสันปันน้ำ ซึ่งใช้เป็นเส้นเขตแดนนั้น ต้องเป็นสันปันน้ำที่ต่อเนื่องกันไป แต่ในข้อเท็จจริงคือ มันไม่ต่อ มันขาด ระหว่างจุดที่ขาด ช่องเขาต่างๆ นานา เราเอาตรงไหนที่จะต่อกัน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นข้อถกเถียง
กลับมาที่ตรงพนมดงรักกับระวางดงรัก เราจึงเห็นว่าทำไมสันปันน้ำในอดีตมันถึงลึกเข้ามาในเขตที่เราเข้าใจว่าเป็นเขตของเรา ในข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์ก็คือ เราไม่เห็นบนนั้น บนแผนที่ แต่เรามาเดินดู นี่มันภูเขา เขาพระวิหารกับภูมะเขือ มันเป็นภูเขาคนละลูกกัน มันไม่ได้ติดกัน มันเกิดช่อง เพราะฉะนั้น สันปันน้ำมันจะไม่ต่อกัน บางคนบอกว่ามันอยู่ที่ขอบหน้าผา มันไม่อยู่ที่ขอบหน้าผา นี่คือลักษณะของธรรมชาติ ซึ่งทำความยากลำบากในการค้นหาเส้นเขตแดน ทำให้งานที่ผ่านมา เราหาเจอหลักเขตแต่เรายังกำหนดเส้นไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าเป็นความคืบหน้าหรือไม่ ความเห็นผมคือเป็น “ความคืบหน้า”
การที่กัมพูชายอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการหาเส้นเขตแดน ในการจัดทำแผนที่ใหม่ ก็ถือเป็นความคืบหน้า ซึ่งเป็นการประสบความสำเร็จ ที่ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ
-
แปลว่าเราไม่ควรไปยึดเอาความรู้สึก ความเข้าใจที่อาจไม่ครบมาตัดสิน ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้
ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ยังติดค้างอยู่กับคดีปราสาทพระวิหารนานเกินไป ผมเชื่อว่าคนรุ่นเราที่แก่ขนาดนี้ก็ยังเกิดไม่ทันคดีปราสาทพระวิหารในดคีแรก คดีสองยังมีโอกาส คดีแรก เราเกิดไม่ทัน ที่เรารับรู้รับฟังมา เป็นแต่เพียงการเล่าต่อๆ กันมา ภาษาวิชาการ เรียกว่า “ความเจ็บปวดรวมหมู่” ที่เราได้รับมาจากความเจ็บปวดในการสูญเสียปราสาทพระวิหาร มันไม่ได้มีอยู่จริง มันถูกยัดใส่เข้ามา ทำให้เราตกอยู่ในกับดักของความรับรู้ของเราเอง ทำให้เราไม่สามารถยอมรับมันได้เลย แผนที่ 1:200,000 อะไรเนี่ย ทำไมมันดูโหดร้ายมาก
ทั้งๆ ที่อันนี้พูดกันตามตรง เราก็รู้จักเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน สนิทสนมกัน เห็นเขาทำงาน แต่ผมไม่เคยได้ยินเขาบ่นว่า MOU ฉบับนี้ มีปัญหาอะไร ตรงกันข้าม มันมีประโยชน์ใช้งานโน่นนี่นั่นของเขาคืบหน้า ทำให้ทำงานง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานกับเขา ก็ไม่ต้องไปคิดแทนเขาหรอกว่า มันไม่ดี ถ้าเขาว่ามันดี ผมว่าเราก็ต้องเข้าใจเจ้าหน้าที่ของเรา ไม่ว่าท่านทูตประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญา เจ้าหน้าที่กรมแผนที่ทหาร เราก็คิดว่าเราเข้าใจคนเหล่านั้น เป็นเจ้าหน้าที่ของเราที่เราเลือกให้เขาไปทำงานกับกัมพูชา เราก็น่าจะมอบความไว้วางใจให้เขา
-
MOU43 เป็นความตกลงระหว่างประเทศ ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ด้วยใช่ไหม
เนื่องจากว่า MOU ฉบับนี้ ไม่ได้เขียนบทว่าด้วยการยกเลิกเพิกถอน คือหนังสือสัญญาบางฉบับเขาจะมีบางบทว่าด้วยการยกเลิกเพิกถอน แต่บังเอิญ MOU นี้ไม่มีก็คงไม่คิดจะเลิก เขาคงคิดว่า เดินหน้าต่อไปให้จนจบ แล้วมันก็จะสิ้นสภาพไปเอง เมื่อเราปักปันเขตแดนกันเรียบร้อย ก็จึงไม่มีบทนี้เอาไว้ เมื่อไม่มี มันก็ไปเข้าหลักทั่วไปของการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศระหว่างกัน ก็คือ การบอกเลิกฝ่ายเดียว สมมุติว่าไทยมีประชามติ ประชาชนเสียงข้างมากไม่เอา อยากให้เพิกถอน
ที่ต้องทำก็คือ คณะรัฐมนตรีจะต้องพิจารณายกเลิก คือ 1.ฐานะของมันเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็เคยตีความว่ามันเป็น 2.มันเป็นหนังสือสัญญามีบทเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างหรือไม่ ถ้าหากถือว่า อันนี้มี ก็ต้องเอาขอความเห็นชอบรัฐสภาก่อนว่า เราจะขอยกเลิก
สมมุติว่า สภาก็ตามใจประชาชนที่ลงประชามติ มีมติให้ยกเลิก สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือต้องแจ้งเป็นหนังสือทางการทูตอย่างเป็นทางการ บอกความประสงค์ต่อกัมพูชาว่าเราต้องการเลิกหนังสือสัญญาฉบับนี้ กัมพูชาจะพิจารณา ต้องให้เวลาเขาพิจารณา ตอบมาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก ถ้าเขาเห็นด้วยก็ง่าย แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วย จะต้องเปิดเจรจาใหม่ว่าหาข้อยุติให้ได้ว่าทำไมถึงเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย เลิกได้ไหม ก็ต้องไปทำหนังสือสัญญาอีกฉบับหนึ่งให้ยกเลิกให้ได้
กรณีที่กัมพูชาอยู่ในมู้ดที่ดี เขาก็อาจจะยอมมาเจรจา อาจจะหงุดหงิดนิดหน่อยว่า ทำมา 25 ปีแล้ว เจรจาแล้วจะเลิกเหรอ ก็คงต้องเถียงกันอีกพอสมควร แต่ถ้ากัมพูชาไม่ได้อยู่ในมู้ดที่ดี เขาบอกว่า เขาขอคัดค้านการยกเลิกนี้และไม่เจรจา สิ่งที่ต้องทำคือต้องไปหาคนกลางมาไกล่เกลี่ย ถึงจะเลิกได้ ไม่ใช่การดำเนินการในกรอบทวิภาคี อย่างที่ไทยกำลังพยายามจะบอก
เพราะหนังสือสัญญามีผลผูกพันกันแล้ว ตอนหลังก็ทราบว่ามีการนำไปจดทะเบียนที่สหประชาชาติแล้วด้วย เพราะฉะนั้น มันจะเลิกโดยให้มีผลทางกฎหมายจริงๆ ต้องมีคนกลางมาตัดสินและไกล่เกลี่ยว่าเลิกได้ไหม อาจจะต้องไปตัดสินถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มันอาจไม่ได้ไปอัตโนมัติ แต่ถ้ามันเปิดช่องว่า ถ้าเราจะยุติข้อขัดแย้งกันจริงๆ มันก็มี 2 ทาง คือ หาคนกลางมาตัดสินหรือไกล่เกลี่ย ตั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมาไกล่เกลี่ยก็ได้ ว่ายอมเลิก หรือแก้ หรือเจรจา ซึ่งก็เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาพอสมควร จึงจะมีผลบังคับใช้
ทำไมผมพูดเรื่องนี้ ทำไมเราต้องถามความเห็นชอบของกัมพูชา เนื่องจากว่ามันมีผลงานซึ่งทำร่วมกันมาแล้ว เมื่อมันมีผลงานซึ่งทำร่วมกันมาแล้ว ถ้าเราจะบอกเลิกไปเฉยๆ โดยที่กัมพูชาไม่เห็นด้วย ผลงานอันที่ผ่านมา มันจะเสียไป แต่ถ้าเราไม่อยากจะให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างเช่น พื้นที่บางพื้นที่ อย่างจันทบุรี หากหลักเขตเจอ และเห็นร่วมด้วยกันหมดแล้ว ต่อไปถ้าเราอยากจะทำรั้ว หรือทำกำแพง เหลืออีกขั้นตอนเดียว คือไปหาเส้นหลักต่อหลักให้เจอ ถ้าเราตกลงกันได้ เราก็ทำกำแพงได้ ทำรั้วได้ แต่ถ้าเราไม่สามารถตกลงกับอีกฝ่าย การทำรั้วของเราก็เป็นไปไม่ได้ ผมถึงว่า แม้แต่งานที่ผ่านมาแล้ว จะทำอะไรไม่ได้อีกเลย เพราะฉะนั้น จึงต้องให้กัมพูชาเห็นด้วย ก็จะต้องเจรจา ตกลงกันอีกอยู่ดี
สรุปว่า เราไม่สามารถทำเหมือนกฎหมายภายในประเทศของเรา เช่น รัฐธรรมนูญ เราบอกว่าไม่เอา ประชาชนไม่เอา ก็เลิก ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับใคร ประเทศไทยเราก็ทำของเราเอง แต่กรณีที่เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ มันทำแบบนั้นไม่ได้ เราอยากเลิก แต่มันอาจเลิกไม่ได้ก็ได้ ไม่ได้ง่ายเหมือนการฉีกสัญญาทั่วๆ ไป
-
พูดได้ว่าการแก้ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ต้องอาศัย fact (ข้อเท็จจริง) ไม่ใช่ feeling (อารมณ์ความรู้สึก)
ใช่ คือฟีลลิ่ง มันแก้ปัญหาไม่ได้ สร้างปัญหามากกว่า ความเชื่อยิ่งไม่ได้ใหญ่ คนเราต่างมีความเชื่อที่ต่างกัน เส้นเขตแดนนี่ ถ้าเราพูดในโลกแห่งความเป็นจริง เส้นเขตแดนเป็นสิ่งสมมุติ เรากับกัมพูชาต่างมีความเห็นต่อเส้นสมมุตินั้นต่างกัน มันถึงต้องมาคุยกัน มาเจรจากัน เดินบนภูเขา เราก็อ้างสันปันน้ำ อยู่ตรงไหนยังไม่รู้เลย
เมื่อเราไม่รู้ก็ต้องเอาเพื่อนบ้านเรามาคุยกัน ตกลงกัน จริงๆ มันอยู่ตรงไหนก็ได้ ตกลงกันว่า มันอยู่ตรงนี้ แล้วก็เขียนเอาไว้เป็นหลักฐาน เป็นแผนที่ประกอบ คนรุ่นต่อไปก็จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันอีก
อันนี้ก็เป็นเรื่องของชีวิตจริง ที่จะต้องตระหนักกัน มันไม่ใช่ว่า ไม่มี MOU แล้ว ชีวิตเราจะดีขึ้น หรือเลวลง มันไม่เกี่ยว
-
แสดงว่าการมี MOU อยู่ และยึดถือตาม MOU นี้ต่อไป เพราะมันมีพัฒนาการมาแล้ว มันจะมีทางออกสำหรับปัญหา มากกว่าการที่จะไปยกเลิกฝ่ายเดียว
ถ้าเรามี MOU อยู่ เราเห็นว่าจะไปทางไหน แต่ถ้าเราเลิกแล้วก็เหมือนคนตาบอด จะไปทางไหนกัน เอาอย่างนี้ ง่ายๆ คนที่เสนอให้ยกเลิกก็ไม่มีข้อเสนอใหม่ ผมฟังคนที่เสนอคัดค้าน MOU นี้ มาเป็นเวลาสิบกว่าปี นับตั้งแต่คดีพระวิหารครั้งก่อน พูดอยู่คำเดียว ย้ำแล้วย้ำอีกว่า เราไม่รับแผนที่ 1:200,000 แต่เราจะทำให้เรื่องที่ซับซ้อนมันดูเหมือนจะง่ายเกินจริงขนาดนั้นไม่ได้ ในโลกของความเป็นจริง 1:200,000 ก็มีหลายระวาง หลายอันก็เป็นประโยชน์ มีแต่ระวางดงรัก ก็จุดนั้นจุดเดียวที่ถกเถียงกัน
เพราะฉะนั้น คำถามซึ่งยังไม่มีใครตอบก็คือ ถ้าเลิก MOU43 แล้วเราจะจัดการเส้นเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร เส้นเขตแดนอย่างที่เรียนมันมีอยู่แล้ว ทำแล้ว กำหนดไว้แล้ว เราไม่ทำอะไรใหม่ MOU เพียงแต่บอกว่า ให้ไปหาของเก่านั่นแหละ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน บอกว่า MOU จะไปเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่น มันไม่ใช่ เมื่อมันไม่ใช่ ก็เลยไม่มีใครเสนอสิ่งทดแทน MOU ว่ามันจะทำอะไร
คำถามง่ายๆ ถ้าเราไม่มี MOU หาเส้นเขตแดนกันอย่างไร แผนที่ 1:50,000 ถ้าจะกลับมา มันก็ไม่ได้ตรงใจเราทุกที่ ถ้าใครเคยเห็นของจริง บางที่ที่เราอ้างๆ กัน ไม่ใช่ของไทยนะครับ ตามแผนที่ 1:50,000 มันยังไม่ใช่เลย เพราะฉะนั้น พึงสังวรว่า ใช้คำนี้ดีกว่า “โปรดระมัดระวังความคาดหวังของตัวเอง ว่ามันจะทำร้ายตัวเราเอง
-
แต่ส่วนใหญ่คนที่พูด เขาก็ไม่เคยต้องรับผิดชอบ
อันนั้นก็ต้องรับผิดชอบนิดนึง เพราะว่าพูดกันมาเป็นสิบปีแล้ว บางคนก็อ้างว่า ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นสิบๆ ปี ขอความกรุณา นำเสนอสิ่งที่ท่านศึกษามาว่า มันมีทางออกอย่างไร คำถามง่ายที่สุดก็คือว่า จะจัดการพื้นที่ซึ่งมันพิพาทกันอยู่โดยปราศจาก MOU ทำยังไง หลายคนบอกว่า สร้างรั้วเลยสิ เอาทหารไปบุกเลยสิ นั่นมันก่อปัญหาใหม่ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร บ้านหนองจานในอดีตมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่อยู่ห่างจากตรงนั้นไปประมาณ 2-3 กิโลเมตร ลึกเข้าไปในเขตกัมพูชา เดิมเป็นศูนย์อพยพ แต่ถูกเวียดนามโจมตี 2-3 ครั้ง ในช่วงทศวรรษ 80 ก็เลยขยับเข้ามาใกล้หน่อย
แรกๆ เลยทีเดียว ก็ไม่มีใครทราบว่า พื้นที่ตรงนั้นเป็นของใคร เราเพิ่งจะมาเจอหลักเขตเมื่อปี 2549 นี่เอง ก่อนหน้านั้น เมื่อปี 1979 คือปี 2522 ชาวกัมพูชาอพยพมาก็อยู่ตรงนั้น พอเลิกสงครามกัมพูชาแล้ว ปี 1993 เราก็ส่งกลับผู้อพยพมากมาย แต่พื้นที่ตรงนั้นเนื่องจากเป็นพื้นที่ราบ ประชาชนก็อยู่อาศัย ทำมาหากินกันอยู่ ชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งกลับ จำนวนหนึ่งไม่กลับ เพราะว่าที่บ้านเดิมของเขา เขาก็ไม่รู้มันอยู่ไหนแล้ว ใครครอบครอง บ้านเรือนของเขาอาจจะพัง ไร่ที่นาของเขาที่เคยทำในประเทศของเขา มีกับระเบิด ยังไม่ได้รับการเก็บกู้ พอไม่กลับก็อยู่ตรงนั้นเรื่อยมา เมื่อก่อนมันมีรั้วลวดหนาม ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ตรงนั้นเข้าใจว่าเป็นที่ของกัมพูชา เขาก็เลยอยู่ตรงนั้นเรื่อยมา
เมื่อเรามาหาหลักเขต เจอปัจจุบันนี้ หลักเขตหนึ่งเจอ อีกหลักเขตหนึ่งไม่เจอ ตรงบ้านหนองจาน โคกสูง สระแก้ว มันก็เลยเกิดที่ซึ่งเหลื่อมกันอยู่ ก็ไม่เยอะ จากหลักหนึ่งไปอีกหลักหนึ่ง ห่างกันส่วนที่มากที่สุดคือ 150 เมตร แต่ข้อเท็จจริงในพื้นที่ก็คือว่า ชาวกัมพูชาเรียกตรงนั้นว่า จ๊กเจีย จ๊กเจย หรือไทยเรียก โชคชัย ชุมชนบ้านหนองจานจริงๆ อยู่ห่างออกไป เข้ามาในเขตไทยอีก 2-3 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นตรงนั้นไม่ใช่ชุมชนบ้านหนองจาน แต่เป็นพื้นที่ประชิดเข้ามา แต่เวลาเราเรียกบ้านหนองจาน อาจจะทำให้เกิดความสับสนสักหน่อย แต่จริงๆ คือชุมชนชาวกัมพูชา ตรงนั้นถ้าดูจากเขตเส้นกัมพูชาเคลมแล้ว ก็ล้ำเข้ามาในเขตไทยประมาณ 64 ไร่ ประชาชนอาศัยอยู่ 135 ครอบครัว ที่หนองจาน
หนองหญ้าแก้วมีลักษณะคล้ายกัน ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ค่ายผู้อพยพ แต่ก็เป็นชุมชนต่อมาจากเปรยจัน ลักษณะคล้ายกันก็คือ เส้นเขตแดนที่อ้างทั้งสองฝ่ายเหลื่อมกันอยู่ประมาณ 80 เมตร หนองหญ้าแก้วกับเปรยจัน มีครอบครัวอาศัยอยู่ไม่มาก และมีพื้นที่อยู่แค่ 25 ไร่เท่านั้น
สิ่งที่จะต้องทำอันนี้ตกลงกันแล้ว ในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่เกาะกง เมื่อวันที่ 10 กันยายน ตกลงว่า ให้คณะกรรมการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ไปชี้เขตเสียก่อน หลักเขตที่ยังเห็นไม่ตรงกันก็ไปเจรจา เห็นให้ตรงกัน เสร็จแล้วเมื่อได้เขตชัดเจน รู้ว่าของใครอยู่ตรงไหน ถึงให้ที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค (อาร์บีซี) ไปจัดการ ก็ค่อยไปคุยว่า จะให้อยู่ต่อ ให้อพยพออกไป หรือจะให้แลกเปลี่ยนที่ อันนี้เป็นข้อเสนอของผม แลกกันก็ได้
เราปักปันเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในหลายที่ด้วยวิธีการแลกดินแดนไทย-มาเลเซีย เราแลกมาแล้ว กรณีนี้ก็เหมือนกันก็แลกได้ ประชาชนชาวกัมพูชา ทั้งร้อยกว่าครอบครัวตรงนั้นถ้าประสงค์จะอยู่ คนจะย้ายบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะทำได้ ถ้าเรารอมชอมกันได้ด้วยดี ก็อาจจะให้เขาอยู่ต่อไปก็ได้ วิธีที่ให้คนต่างชาติอยู่ในดินแดนของไทย กฎหมายไทยบอกว่า ให้รัฐบาลไทย ออก non permanent resident ให้กับคนต่างชาติ เรามีคนประเภทนี้อยู่เป็นล้านๆ คนในประเทศไทย อีกสัก 300 กว่าครอบครัวทำได้ไหม ทำได้ก็ให้เขาอยู่ต่อไป ทำมาหากินในประเทศไทย เสียภาษีให้ประเทศไทย ก็อยู่กันด้วยความสมานฉันท์
หรือถ้าเขาไม่อยากอยู่ เป็นคนที่จะต้องเสียภาษีให้ไทย เขาอยากเป็นคนกัมพูชา เสียภาษีให้กัมพูชาต่อไป เราก็แลกพื้นที่ตรงนั้น 64+25 ไร่ เราก็มีพื้นที่ซึ่งประชาชนไปทำไร่ทำนาล้ำเข้าไป ก็แลกกันเลย เหมือนไทย-มาเลเซีย ก็แลกกันได้ ในท้องถิ่นมันเป็นแบบนี้ เส้นเขตแดนมันมองไม่เห็น แถวนั้นก็มีการจับจองที่กันอยู่ อันนี้ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหา แต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องรู้ก่อนว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ว่ากำหนดได้ว่า กว้างเท่าไหร่ ยาวเท่าไหร่ ใครอยู่ตรงไหน อะไร ยังไง
ปัจจุบันนี้ เราจัดการอะไรไม่ได้หรอก ทำรุนแรงไปมันก็เสีย พูดตรงๆ คนแถวนั้น เขาเป็นชุมชน เป็นญาติพี่น้องกัน ข้ามกันไปข้ามกันมา แต่งงานกัน พูดภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน ทำกับเขา กับทำกับเรา มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นถ้าจะอยู่ด้วยกันด้วยความรอมชอมในฐานะเพื่อนบ้าน มันก็ต้องเจรจา MOU ก็บอกให้แก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา ไม่ใช้กำลัง
-
โดยความเห็นส่วนตัว เห็นว่าควรยกเลิก MOU43 หรือไม่
ผมไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อยที่จะไปยกเลิก MOU ฉบับนี้ ยกเลิกก็ต้องหาอะไรใหม่มาทดแทนอยู่ดี มันเป็นปัญหาใหญ่ เราไม่มีทางที่จะยกประเทศหนีกัมพูชาได้ ต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งในการจัดการ
ถ้าสมัยใหม่คือเราตกลงกันแล้วว่าต้องมีเส้นเขตแดน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องจัดทำเรื่องเส้นเขตแดนให้เรียบร้อย เป็นภารกิจซึ่งเขาทำไว้เป็นร้อยปีแล้ว บังเอิญว่ามันเพี้ยนบ้างจากความเข้าใจของเรา หลักเขตมันหายไปบ้าง หน้าที่ของคนยุคปัจจุบันคือไปหาของเก่าให้เจอ MOU ไม่ได้บอกให้เราทำอะไรไปมากกว่านี้เลย ไม่ได้ทำให้เราเสียดินแดน ดินแดนที่เป็นของเราก็เป็นของเรา ไอ้ส่วนที่เสียไป มันไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ อย่าเอาแต่ความเข้าใจของเรา ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกต้อง อาจจะถูกใจ แต่อาจไม่ถูกต้อง หน้าที่ของเราคือ ทำให้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้นเอง เราไม่ต้องทำอะไรใหม่เลย ไม่ได้ปักปันเขตแดนใหม่ จะอย่างไรเราก็ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าเรามีรั้วรอบขอบชิด มีเส้นมีเขต
ถ้าพิจารณาดูโดยสัตย์จริง จากครั้งก่อนถึงปัจจุบัน จากพระวิหารถึงตาควาย ตาเมือน คนที่จุดขึ้นมา ก็เป็นคนกลุ่มเดิม วัตถุประสงค์เดิม คือต้องการผลทางการเมือง แรกทีเดียวก็ต้องการจัดการกับตระกูลชินวัตรนั่นแหละ ปัจจุบันก็เหมือนกัน ตอนนี้ตระกูลชินวัตรไม่ได้อยู่ในการเมืองแล้ว อย่างน้อยก็เฟดออกไประยะหนึ่ง แต่ผลของมัน ที่ยังจมกันไม่ลง มันจะเกิดกลายเป็นลุกลาม เราก็เสียเลือดเสียเนื้อประชาชนไปมิใช่น้อย พูดจากจุดยืนคนที่ใช้ชีวิตอยู่ชายแดน มันไม่ควรต้องเสีย ทหารไม่ควรต้องเสียชีวิต ประชาชนก็ไม่ควรต้องเสียชีวิต ร้านเซเว่นร้านนั้นผมไปซื้อของบ่อย ตอนนั้นก็เกือบออกไป แต่หลบอยู่ในหลุมบังเกอร์ เพื่อนบ้านเสียสัตว์เลี้ยง เสียหาย รัฐบาลต้องจ่ายเงินเยียวยาสำหรับสงครามครั้งนี้
เราไม่ควรจะต้องเสียสิ่งนี้ไปเลย จากสิ่งซึ่งเราคุยกันได้ เขตแดน ยังไงก็ต้องคุยกัน โลกยุคใหม่ไม่มีใช้กำลังทางทหารในการรักษาดินแดนได้ เพราะมันจะได้ไม่คุ้มเสีย แม่ทัพกองทัพบกแถลงว่า เราได้พื้นที่ 2.89 ตร.กม. แต่เราเสียไปหลายหมื่นล้านจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ชีวิตของประชาชน ชีวิตของทหาร มีค่ามากๆ กับพื้นที่ที่ได้มาแค่นั้น ยังไงก็ไม่คุ้ม ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหน

