แม้ว่าที่สุดแล้วจะเกิดการหักดิบอีก โดยไม่โหวตร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พุทธศักราช … ฉบับที่เสนอโดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและคณะ คือสมาชิกรัฐสภารับหลักการ 521 คน ส.ส.รับหลักการ 461 เสียง ไม่เห็นชอบ 16 เสียง งดออกเสียง 115 เสียงส.ว.รับหลักการ 60 คน ไม่ถึง 1 ใน 3 ถือว่าไม่รับหลักการในวาระที่ 1
รับเฉพาะร่างของพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย
คล้ายกับว่าเป็นเกมการเมืองที่ทำให้เห็นว่ามีความพยายามตัดทุกอย่างที่จะเป็นผลงานของ “พรรคเพื่อไทย” ออกไป เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ในช่วงหลังระหว่าง “พรรคสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย” กับ “พรรคสีแดง-เพื่อไทย” จะกินแหนงแคลงใจกันหนักหน่วง ตอบโต้ ไล่บี้กันเกือบทุกเรื่องเพราะยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง สองพรรคนี้ดูจะยิ่งแย่งชิงฐานเสียงเดียวกันอย่าง “บ้านใหญ่อุปถัมภ์”
อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นการมองจากมุมที่เห็นว่า การตัดสินใจของ ส.ว.เสียงส่วนใหญ่มีแต่ต้องเกิดหนทางที่ “พรรคภูมิใจไทย” ชี้ทางให้เดิน เพราะที่ผ่านมาในอดีตชัดเจนว่า “ส.ว.ส่วนใหญ่” ที่เรียกว่า “ส.ว.สีน้ำเงิน”โหวตไปในทางที่โพยเดียวกันเป็นผู้กำหนด และมักจะเป็นการตัดสินใจที่ตรงกับ “พรรคภูมิใจไทย”
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทั้งหมด เพราะขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” โหวตวาระแรกให้ร่างของทุกพรรคผ่านวาระแรก แต่ ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่โหวตให้ มีไม่ถึง 1 ใน 3 คือเพียง 60 คน หากนับที่ 67 คนเท่ากับขาดไป 7 คน
อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปที่คำกล่าวของ ภราดร ปริศนานันทกุล นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ดูจะมีบทบาทสำคัญในพรรคภูมิใจไทยค่อนข้างสูง
จะพบว่าเป็นคำกล่าวที่สะท้อนเจตนาชัดเจนต่อการแก้ไข หรือเขียนใหม่ร่างรัฐธรรมนูญ
“ภราดร” ทบทวนว่า “นี่คือครั้งที่สามในชีวิตการเมืองที่ได้มีโอกาสร่วมผลักดันให้เกิดการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หลังจากความพยายามก่อนหน้านี้ล้มเหลวทั้งในปี 2555 และปี 2563” และว่า “พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแรกที่เสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางตั้ง ส.ส.ร. แม้จะถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่าพรรคไม่เคยปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง โดยครั้งนี้มองว่าเป็นบรรยากาศที่ดีที่สุด ตั้งแต่เคยร่วมสภามาเพราะเห็นสัญญาณของความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ง”
และสรุปอย่างสร้างความหวังต่อการฟื้นฟู “อำนาจประชาชน” ว่าเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่ายให้ร่วมลงมติรับหลักการทั้งสามร่าง เพื่อเดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างสร้างสรรค์
เป็นการแสดงถึงจุดยืนว่าเชื่อมั่นในอำนาจประชาชนอย่างสูง แม้จะสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่บ่อยครั้งถูกตั้งคำถามถึงการวางแนวคิดว่าดำเนินไปทางไหนกันแน่เพราะที่ผ่านมามักเดินทางเดียวกับแนวทางของกลุ่มที่ทำให้เกิดความเชื่อว่า “สนับสนุนอำนาจนิยม” ทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องตัวเองมาก
แม้ที่สุดจะล้มเหลว เพราะ “ส.ว.” ไม่เล่นตามที่ “ภราดร” พยายามนำเสนอ แต่สะท้อนว่าในพรรคยังสร้างความเชื่อถือว่ามีความเชื่อมั่นในอำนาจประชาชนไม่ได้
แต่คำที่จะสะท้อนเจตนาต้องการผนึกกำลังของทุกคนทุกฝ่ายที่ออกมาจากปากของ “นักการเมืองหนุ่มจากอ่างทอง” เที่ยวนี้ชัดเจนว่ายืนอยู่ในจุดใด แม้จะดูเป็นจุดยืนส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรคอยู่สักหน่อย
แต่เป็นท่าทีที่เป็นความหวังเต็มเปี่ยม สำหรับผู้ที่เชื่อมั่นในอำนาจประชาชน

