เท้ง เปิดตัวแพลตฟอร์มไฮเทค ตั้งเป้า 250 สส. 20 ล้านเสียง เป็นรัฐบาลของประชาชน
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ให้สัมภาษณ์และเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารเครือมติชน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ถึงยุทธศาสตร์ของพรรคปชน.ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า พรรคปชน.ยังคงวางเป้าหมายชนะการเลือกตั้งได้ 20 ล้านเสียง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้สำเร็จ
โดยวางกลยุทธ์สำคัญมุ่งเน้นไปที่เขตเลือกตั้งยุทธศาสตร์ 104 เขตที่พรรคได้อันดับสองในการเลือกตั้งครั้งเมื่อปี 2566 โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นเครื่องมือหลักผ่านระบบ “Election Intelligence” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก, ติดตามคู่แข่ง, ตั้งเป้าหมายคะแนนเสียงในระดับหน่วยเลือกตั้ง, และสร้างเครือข่ายหัวคะแนนธรรมชาติ ให้กลายเป็นพลังที่จัดตั้งและบริหารจัดการได้

“ระบบ Election Intelligence ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้สมัครและทีมงานของพรรค มีฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการปฏิบัติงานในพื้นที่ จะมีการประเมินคู่แข่งในเขตของตนเอง และกำหนดเป้าหมายคะแนนเสียงที่ต้องหาเพิ่มเพื่อชัยชนะ มีระบบ Social Listening อัตโนมัติ เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของคู่แข่งได้แบบรายวันโดยไม่ต้องเข้าไปดูเอง มีข้อมูลให้ผู้สมัครต้องกระจายเป้าหมายคะแนนเสียงที่ต้องการหาเพิ่มลงไปในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าต้องทำงานในพื้นที่ใดเป็นพิเศษ นอกจากนี้ระบบจะแสดงข้อมูลผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในแต่ละหน่วย เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ว่าหน่วยใดเป็นฐานเสียงเดิม หรือเป็นหน่วยช่วงชิงในแต่ละพื้นที่ โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลปัญหาร้องเรียนในพื้นที่จากเว็บไซต์ “ทั่วไทย” ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่ของทีมงานพรรคทั่วประเทศ (เฉลี่ยเดือนละกว่า 3,000 ครั้ง) ทำให้ผู้สมัครใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลปัญหาในพื้นที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายและยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคปชน. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการเลือกตั้งครั้งหน้า มีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 และการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยกำหนดเป้าหมายหลัก คือ ได้รับเลือกตั้ง 20 ล้านเสียง สู่เป้าหมายได้ส.ส. 250 ที่นั่ง ซึ่งเป้าหมาย 20 ล้านเสียง เป็นเป้าหมายที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้มาก่อน ซึ่งอดีตพรรคไทยรักไทยเคยทำได้สูงสุด 18.9 ล้านเสียง ในปี 2548 การได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง (ประมาณ 50%) จะเป็นการสร้างฉันทามติ ที่ชัดเจนว่าพรรคคือตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้พลังอำนาจอื่นสามารถขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนเป้าหมายที่ต้องได้ส.ส. 250 ที่นั่ง ถือเป็นจำนวนที่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีเสถียรภาพ

สำหรับพื้นพื้นที่ยุทธศาสตร์ 104 เขต ที่อดีตพรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงเลือกตั้งมาเป็นอันดับสองในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 โดยจะนำคะแนนในแต่ละเขตมาดูอย่างละเอียดว่าแพ้กันกี่คะแนน มากน้อยแค่ไหน แพ้พื้นที่ไหน มีหัวคะแนนธรรมชาติของพรรคเพียงพอหรือไม่ ต้องแก้ปัญหาในเชิงพื้นที่ในเรื่องใดเพิ่่มเติมหรือไม่ เชื่อว่าหากสามารถเอาชนะในเขตเหล่านี้ได้ทั้งหมดในการเลือกตั้งครั้งต่อ เป้าหมายได้ ส.ส. 250 ที่นั่งก็มีความเป็นไปได้ สำหรับ 104 เขตเลือกตั้งเมื่อปี 2566 แบ่งเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 45 เขต ภาคกลาง 22 เขต ภาคใต้ 9 เขต รวมทุกภาคประมาณ 110 เขต ซึ่งจะครอบคลุม 104 เขตเป้าหมายหลัก
หัวหน้าพรรคปชน. กล่าวอีกว่า สำหรับการสร้างเครือข่าย หัวคะแนนธรรมชาติ พรรคได้เก็บข้อมูลชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 80,000 แห่ง และให้ทีมงานระบุตัวตนแกนนำ ในแต่ละพื้นที่ มีการแบ่งประเภทแกนนำด้วยสี สีเขียว คือ แกนนำเป็นสมาชิกพรรค (มีแนวโน้มเป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุด) สีเหลือง คือ ทีมงานรู้จักแกนนำในพื้นที่แล้ว ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้สมัครใหม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังมีการระบุจุดยุทธศาสตร์ เก็บข้อมูลสถานที่ที่เป็นจุดกระจายเสียงแบบปากต่อปาก เช่น คาเฟ่, ร้านอาหาร, ร้านทำผม เพื่อใช้เป็นพื้นที่ฝากเอกสารแนะนำตัวในอนาคต รวมทั้งมีแผนจะเปิดแคมเปญให้มวลชนผู้สนับสนุนช่วยกัน “ปักหมุด” พิกัด GPS ของหน่วยเลือกตั้งให้มีความแม่นยำมากขึ้น
ขณะเดียวกัน พรรคได้วางระบบในการพัฒนาบุคลากรและคัดเลือกผู้สมัครอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ผู้แทนที่มีคุณภาพและยึดโยงกับประชาชน จะมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ มีระบบแจ้งเตือน ส.ส. ผ่าน LINE โดยตรง หากขาดการประชุมสภา, กรรมาธิการ, หรือขาดการลงมติ เพื่อให้ ส.ส. ตระหนักว่าพรรคมีการติดตามการทำงานอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมี แพลตฟอร์ม “ผู้แทนของฉัน” เป็นหน้าเว็บไซต์ที่ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลการทำงานของ ส.ส. ในสภาได้ทั้งหมด เช่น การลงพื้นที่, การอภิปราย, การลงมติรายมาตรา ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลได้เร็วๆ นี้ ข้อมูลการทำงานทั้งหมดจะถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาส่ง ส.ส. เขตเดิมลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง
โดยพรรคได้ส่งแบบสอบถามไปยังสมาชิกพรรคในแต่ละเขต เพื่อสอบถามว่าพึงพอใจและต้องการให้พรรคส่ง สส. คนปัจจุบันลงสมัครต่อหรือไม่ ผลการสำรวจ พบว่ามี 21 เขตเลือกตั้ง ที่สมาชิกพรรคเกิน 30% เห็นว่าควรพิจารณาเปิดรับสมัครผู้สมัครใหม่เข้ามาแข่งขัน โดยจะผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. ผู้ที่ต้องการเป็นทีมงานพรรคต้องผ่านการอบรม TT 101 (อบรมอุดมการณ์ขั้นพื้นฐาน) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผ่านแล้ว 6,500 คน

ผู้ที่ต้องการเป็นนักการเมืองต้องเข้าอบรมหลักสูตร Political Candidate ซึ่งมีผู้ผ่านแล้ว 1,400 คน ปัจจุบัน ในคลังผู้สมัครส.ส. (MP Pool) มีผู้ที่พร้อมลงสมัครในเขตต่างๆ แล้วกว่า 600 คน ซึ่งเพียงพอและทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถส่งผู้สมัครลงแข่งขันได้ครบทั้ง 400 เขต ทั่วประเทศ
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกการเลือกตั้งบริบททางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้ง การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคปชน. มีวาระที่จะสื่อสารผ่านแคมเปญการเลือกตั้งใหม่เช่นกัน โดยวางแนวคิดหลักในการสื่อสารทางการเมือง เพื่อสร้างความแตกต่างและช่วงชิงความไว้วางใจจากประชาชน ผ่านแคมเปญ “รัฐบาลของประชาชน”
สาระสำคัญหลักของแคมเปญการเลือกตั้งครั้งนี้คือการต่อสู้เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลของประชาชน ที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อให้ได้ฉันทามติจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้พลังอื่นสามารถขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลได้อีก
นอกจากนี้พรรคจะมีการสร้างความเชื่อมั่นผ่านทีมบริหาร มีแผนที่จะเปิดเผยรายชื่อทีมบริหาร หรือคณะรัฐมนตรี ก่อนการเลือกตั้ง เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามาบริหารประเทศ กลยุทธ์นี้จะสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองที่ทำการเมืองแบบ บ้านใหญ่ ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยตัวบุคคลล่วงหน้าได้ เพราะต้องรอการต่อรองตำแหน่งหลังเลือกตั้ง ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคปชน.ที่จะเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า ยืนยันว่า พรรคปชน.เสนอแคนดิเดตนายกฯ เกิน 1 รายชื่อแน่นอน

