ร่วมตีโจทย์‘เพื่อไทย’
กู้วิกฤตกระแสตกต่ำ
หมายเหตุ – ความเห็นและข้อแนะนำของนักวิชาการกรณีพรรคเพื่อไทยตกเป็นกระแสว่ากำลังเผชิญหน้าสู่ความตกต่ำ นับตั้งแต่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นพรรคฝ่ายค้าน สำนักโพลต่างๆ ที่ผ่านมายังชี้ชัดถึงคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยตกลง ส.ส.บางส่วนเริ่มทยอยลาออกไปสังกัดพรรคอื่น และ ส.ส.อาวุโสบางคนที่ลาออกเพราะไม่พอใจการบริหารงานของพรรค
รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ในห้วงเวลาที่กระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนและถูกท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เหมือนเรือใหญ่ที่แล่นท่ามกลางคลื่นลมแรง พรรคเคยถูกขนานนามว่าเครื่องจักรเลือกตั้งที่แข็งแกร่งที่สุดของไทย กลับต้องดิ้นรนรักษาเลือดเนื้อของตัวเองต่อภาวะเลือดไหลไม่หยุด ทั้งจากการลาออกของ ส.ส.ชื่อดัง การย้ายค่ายของบ้านใหญ่ และแรงเสียดทานจากสังคมต่อการบริหารประเทศในช่วงกระแสชาตินิยมรุนแรง
ฉากทัศน์เช่นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขคะแนนเสียง หรือผลการเลือกตั้งเท่านั้น แต่สะท้อนถึงความเปราะบางของโครงสร้างอำนาจภายในพรรค ความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้บริหารรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่สั่งสมมา-บ่มเพาะจนสุกงอมในรอบหลายปี รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำกับฐานเสียงในพื้นที่ต่างๆ ที่เริ่มลดน้อยลง ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากแต่เป็นสัญญาณเตือนก่อนถึงการสิ้นสุดทางเพื่อนของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองต่างๆ ที่เริ่มรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาพรรคได้ หรือพรรคไม่ใช่บันไดที่นำไปสู่อำนาจเหมือนแต่ก่อน
สิ่งที่หนักกว่านั้นคือ อัตราลดน้อยถอยลงอย่างมีนัยสำคัญของแรงศรัทธา เพราะนี่ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางอัตลักษณ์ (Identity Transition Period) พรรคที่เคยมีอัตลักษณ์ชัดเจนว่าคือพรรคของคนชั้นล่าง-ชนบท-ผู้ถูกทอดทิ้ง กำลังสูญเสียความหมายนี้ไปอย่างช้าๆ จากศรัทธาประชาชนที่เคยเป็นพลังหล่อเลี้ยงพรรค แต่นี่อาจไม่ถึงกับการเป็นภาวะเกลียดชัง แต่คือความรู้สึกหมดแรงจะปกป้อง เพราะความไม่มั่นใจต่อพรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารภายใน ความโปร่งใสของนโยบาย หรือความสามารถในการเชื่อมโยงกับประชาชนรุ่นใหม่ ทำให้พรรคต้องตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ว่าควรปรับตัวอย่างไรเพื่อฟื้นฟูศรัทธาที่ลดลง
ช่วงเดือนที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยประกาศตัวผู้สมัครลงสนามเลือกตั้งครั้งหน้า นี่ไม่ใช่เพียงการเริ่มเดินเกมทางการเมือง แต่อาจเป็นการชิงประกาศ เชิงยื่นคำขาดให้บรรดา ส.ส.รีบตัดสินใจ และเปิดตัวต่อสาธารณะให้เร็วที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิดการย้ายพรรคหลังจากนี้ หรือถ้าย้ายก็อาจถูกสังคมต่อว่า การประกาศจึงเป็นเพียงการห้ามเลือด ซึ่งทั้งแกนนำและระดับพื้นที่เริ่มได้รับสัญญาณเตือนเริ่มจากการลาออกของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคและ ส.ส.เชียงใหม่ ซึ่งระบุว่า อึดอัดต่อการบริหารภายในพรรค ความไม่สอดคล้องระหว่างนโยบายระดับชาติและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงและความไม่มั่นคงทางการเมือง ตามมาด้วยการเคลื่อนไหวของกลุ่มใหญ่ฝั่งโคราช นำโดย โกศล ปัทมะ และบุตรชาย 2 คน ที่ประกาศย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย บ้านใหญ่รัตนเศรษฐก็ปรับทัพตามไปติดๆ การสูญเสียฐานเสียงระดับจังหวัดเช่นนี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยภายในที่บอกว่าความผูกพันกลมเกลียวเป็นหนึ่งระหว่างพรรคกับพื้นที่กำลังคลายตัว
อีกด้านหนึ่ง ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อม จ.ศรีสะเกษ เขต 5 กลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญ พรรคเพื่อไทยขนแกนนำระดับชาติลงไปช่วยเต็มกำลัง แต่ผลกลับแพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย การพ่ายแพ้ในจังหวัดที่เคยเป็นฐานเสียงแน่นหนาเช่นนี้ น่าคิดว่าพรรคยังคงเข้าใจหัวใจคนอีสานอยู่หรือไม่ ภาคอีสานที่เคยเป็นป้อมปราการแดงอยู่อีกหรือไม่
เหมือนเคราะซ้ำกรรมซัดกับเหตุการณ์คลิปเสียงฮุน เซน ที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ กลับกลายเป็นชนวนใหม่ที่อาจสะเทือนฐานเสียงสำคัญของพรรคในมิติกระแสชาตินิยมอันเชี่ยวกราก ก่อให้เกิดคำถามและภาพจำถึงความใกล้ชิดกับฮุน เซน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตีความว่ากำลังทรยศหักหลังชาติอยู่หรือไม่ และภาพจำมักสำคัญกว่าความจริงเสมอ และในสนามเลือกตั้งคนที่เคยศรัทธาอาจต้องตัดสินใจเลือกเพื่อชาติ ต้องมาก่อนเพื่อไทย แม้จะรักพรรคนี้สักเพียงใดก็ตาม
เลือกตั้งคราวหน้าพรรคจะต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญว่าจะสู้ด้วยฐานเดิม หรือเปลี่ยนแนวรบใหม่ ฐานเดิมที่เน้นนโยบายประชานิยม เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต หรือการพักหนี้ อาจช่วยสร้างกระแสได้ชั่วคราว แต่ก็เสี่ยงจะถูกมองว่าซ้ำซาก และสวนทางกับองค์ความรู้ใหม่ที่สังคมรับรู้และมองเห็นปัญหาของชาติที่ต้องเผชิญ และมันไม่ได้ถูกแก้ไขด้วยการเอาเงินมาผลาญทิ้งเช่นนี้ การแจกแบบไม่ยั่งยืนจึงอาจไม่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะในหมู่นิวโหวตเตอร์ที่ต้องการความโปร่งใสและประสิทธิภาพมากกว่าคำสัญญา รวมถึงการแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดี จึงหันไปหาพรรคที่มีภาพลักษณ์กล้าชนกับระบบ มากกว่าอยู่ร่วมแบบประนีประนอมกับอำนาจ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่มีโครงสร้างและเป็นพรรคที่ถูกชุบเลี้ยงให้เติบโตมาจากแบบสมบัติครอบครัวชินวัตร จึงหานักต่อสู้กับระบบจริงจังแทบไม่เจอ พรรคจึงจำเป็นต้องพัฒนานโยบายสร้างคุณค่าที่จับต้องได้ เช่น นโยบายสร้างงานท้องถิ่น เทคโนโลยีเกษตร การลดเหลื่อมล้ำด้านโอกาส และการผลักดันสิทธิแรงงานในระบบใหม่
ในมิติภายใน พรรคยังเผชิญปัญหาการนำและเอกภาพระหว่างรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ที่สะสมเรื่อยมา การขับเคลื่อนเชิงนโยบายหลายเรื่องมีลักษณะเสียงแตกแบบเงียบๆ ภายใน คำประกาศว่าจะผลักดันคนรุ่นใหม่ แบบตกทอดทางสายเลือด จึงดูย้อนแย้ง นี่จึงอาจเป็นเพียงเครื่องสำอางทางการเมืองอันเป็นฉากหน้าที่สวยหรู
ในกรณีเพื่อไทยบทเรียนนี้ยิ่งเด่นชัด เพราะพรรคอยู่ในสถานะ รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-รัฐบาล-ฝ่ายค้าน รวมถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคที่ไม่นิ่ง เดี๋ยวคิดแบบซ้าย เดี๋ยวคิดแบบขวา ผสมพันธุ์กับทุกอุดมการณ์ได้หมด แน่นอนว่าการสลับไปมาหลายรอบในขณะที่อุดมการณ์ของประชาชนคงที่ จึงขาดอัตลักษณ์เชิงอุดมการณ์ การปรับให้ทันยุคต้องยกเครื่องอุดมการณ์ใหม่ในระดับจิตวิญญาณ อย่าทำแบบการลอกสีเก่าแล้วทาทับใหม่
สนามเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจึงต้องเผชิญสมรภูมิที่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่เพียงการต่อสู้กับพรรคคู่แข่งอย่างพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาชน แต่คือการต่อสู้กับภาพจำของตัวเองต่อสายตาประชาชน ในฐานะพรรคของฝ่ายประชาชนอันแท้จริง
ผศ.นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยที่มีกระแสว่าเส้นเลือดใหญ่ยังคงรั่วไหลออกไปไม่หยุด จะขอพูดในฐานะคนที่ศึกษาและสอนในเรื่องการเมืองอย่างไม่อ้อมค้อมว่าได้เห็นการเติบโตของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และมาเป็นพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่นายทักษิณ ชินวัตร ทำพรรคนี้ขึ้นมาด้วยตนเอง มองว่าไม่มีครั้งใดที่คะแนนเสียงจะตกต่ำลงมากที่สุดเท่ากับในปัจจุบันจากหลายเหตุการณ์
แม้แต่คนใกล้ชิดอย่างเช่น นายโกศล ปัทมะ น้องชายของนายนพดล ปัทมะ ทนายความคู่ใจใกล้ตัวของนายทักษิณ และนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พากันไปแล้ว และยังมีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยออกไปด้วยเช่นกัน
สิ่งหนึ่งที่เจ้าของพรรคตัวจริงและกรรมการบริหารพรรคควรศึกษาดูจากสิ่งที่บางคนที่ได้ออกไปแล้วเปิดใจไว้ ควรนำไปถอดรหัสสิ่งที่นายสมพงษ์ พูด ขณะนี้กรรมการบริหารพรรค หรือเจ้าของพรรคตัวจริงนั้นแทบไม่ฟังอะไรจากใครเลย หากไม่ปรับตรงจุดนี้จะไม่ใช่แค่การผ่าตัดเปลี่ยนเครื่องครั้งใหญ่ แต่ต้องยกใหม่กันหมดทั้งพรรค ต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่อีกด้วย
หากยังทำแบบเก่าๆ อยู่ พรรคเพื่อไทยถูกมองว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ ส.ส.ต่ำกว่า 100 เสียงนั้น เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น จากพรรคที่เคยเป็นอันดับ 1 แล้วตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 2 แต่คราวนี้จะหล่นลงไปอยู่ในอันดับที่ 3 ถึง 4
ข้อแรกคือ พรรคเพื่อไทยต้องหาตัวจริงที่จะชูและเปิดตัวได้แล้ว เอามาเป็นผู้นำพรรค มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ตราบใดที่เทียวไปเปิดตัวผู้สมัครคนนั้นคนนี้ เมื่อถึงเวลาแล้วจะอยู่จริงสักกี่คน ถือเป็นจุดที่ยังสงสัยแทนพรรค
ส่วนที่ 2 สิ่งที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ พูดสะท้อนไว้ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง มาย้ำไว้อีก คืออย่าบริหารพรรคแบบมีกลุ่ม โดยพรรคการเมืองนั้นเป็นการรวมคนที่มีความหลากหลาย จึงต้องฟังเขา เป็นสิ่งที่กรรมการบริหารพรรค หรือเจ้าของพรรคตัวจริงควรรับฟัง และเอาไปปรับปรุง
สรุปลำดับแรกคือ ต้องหาผู้นำตัวจริงและเปิดตัวออกมาได้แล้ว ส่วนที่ 2 คือ กรรมการบริหารพรรคต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพราะมันไม่ใช่เรื่องช่องว่างระหว่างเจน ต้องฟังจากทุกทาง การที่ไปสรรหาผู้สมัครเขตต้องรับฟังเสียงของประชาชนในเขตพื้นที่นั้นด้วย ไม่ใช่ใครใกล้ชิดกับผู้บริหารพรรคแล้วหยิบมาลงสมัครเลย เพราะทุกวันนี้จุดขายก็ไม่มีอยู่แล้ว
ขอย้ำไว้อีกครั้งว่า คนที่ได้เปิดตัวออกไปก่อนหน้าแล้วจะเหลืออยู่สักกี่คน เพราะคนใกล้ชิดที่เคยอยู่ร่วมหัวเคียงท้ายกันมายังออกไปเลย ถ้าวันนี้ไม่ปรับเปลี่ยน อย่าไปคิดหรือมองว่าทักษิณขายได้ ขอให้เลิกกินของเก่าแล้วคิดแคมเปญใหม่ หาหัวลงไปรับฟังเสียงจากประชาชนในพื้นที่แล้วนำข้อวิจารณ์มาปรับปรุงแก้ไขและนำมาทำเป็นนโยบาย อย่าไปฟังพวกที่เตี๊ยมกันมาเพื่อนำมายกยอกันเพียงอย่างเดียว มิฉะนั้นแล้วพรรคเพื่อไทยจะเหลือเพียงแต่อดีตให้เล่าขานถึงเท่านั้น
เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยล้านนา
ปัญหาพรรคเพื่อไทยที่มีกระแสตกต่ำ เลือดไหลออกไม่หยุด ต้องชูยกเครื่องใหม่ เป็นไปตามวัฏจักรและกระแสการเมืองมีขึ้นมีลง ปัญหาใหญ่ของเพื่อไทยคือ ข้อพิพาทชายแดนไทย-เขมร และความสัมพันธ์ของตระกูลชินวัตรกับฮุน เซน ที่ทำธุรกิจและมีผลประโยชน์ร่วมกัน จนนำไปสู่กระแสชาตินิยมทั้ง 2 ชาติ ประชาชนรับไม่ได้กับการสูญเสียอำนาจดินแดนและอธิปไตยของชาติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพรรคเพื่อไทย อีกทั้งรัฐบาลสมัย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไม่สามารถแก้ไขข้อพิพาทดังกล่าว และไม่มีผลงานแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมโดดเด่น ส่งผลให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทยมากขึ้น ที่สำคัญไม่สามารถตอบสนองความต้องการกลุ่มอนุรักษนิยมได้
นอกจากนี้ ผลจากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีษะเกษ เขต 5 ที่พรรคเพื่อไทยแพ้พรรคภูมิใจไทย สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ทำให้สมาชิกพรรคลาออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งบ้านใหญ่ บ้านเล็ก เบื้องต้นประเมินลาออกไปแล้ว 10%
ส่วนนโยบายและยุทธศาสตร์ชูยกเครื่องใหม่ที่เปิดตัว ส.ส.รุ่นใหม่ 22 คน แทนคนรุ่นเก่า มองว่าเป็นดาวเคราะห์ที่ไม่มีแสงในตัว โอกาสประสบความสำเร็จมีน้อย เชื่อว่ายุุทธศาสตร์ดังกล่าวไปไม่รอด เพราะกระแสชาตินิยมต่อต้านรุนแรง แม้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ก็ไม่เป็นที่ยอมรับได้
กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือผู้นำจิตวิญญานคนเสื้อแดงถูกจำคุกอยู่นั้น ส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยโดยตรง นายทักษิณไม่สามารถเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือสนับสนุนพรรคได้เหมือนเดิม ย่อมส่งผลกระทบต่อมวลชนที่เคยศรัทธาและปกป้องมาโดยตลอด หลังจากนี้เชื่อว่าคนเสื้อแดงและพลังมวลชนที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทยลดลง
ภาพรวมการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าเปลี่ยนจากพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน เป็นพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนแทน แต่พรรคประชาชน ได้รับผลกระทบกระแสชาตินิยมเช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ประกอบกับไม่ได้เป็นรัฐบาล จึงไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากนัก ยกเว้นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่พอยอมรับได้
ดังนั้น โอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจับมือพรรคประชาชนจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าเป็นไปได้สูง เพื่อตอบแทนพรรคประชาชนที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทยโอกาสชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายเป็นไปได้ยาก แทบไม่มีโอกาสกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก ผลการกระทำของนายทักษิณ น.ส.แพทองธาร และตระกูลชินวัตร ในอดีตที่ส่งผลในปัจจุบันและอนาคต
อีกเรื่อง การเลือกตั้ง ส.ส.เชียงใหม่สมัยหน้า 10 เขต เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถปักธงคืนได้ทั้งหมด อาจมีพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมที่เป็นพันธมิตรทางการเมืองมาปักธง ที่ยึดครองพื้นที่ ส.ส. 7 เขตมากขึ้น จากการวางรากของนายอนุทินและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค เพราะ ส.ส.พรรคประชาชนเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เข้าใจบริบทสังคมและพฤติกรรมประชาชนมากนัก ทำให้เข้าถึงประชาชนได้ยาก ที่สำคัญ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ที่ลาออกจากพรรคเพื่อไทย มีความสนิทสนมกับนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เพราะเคยอยู่ในกลุ่ม 16 ด้วยกัน เชื่อว่าพื้นที่เชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนอาจมี ส.ส.สีน้ำเงินเพิ่มขึ้น ไม่แปลกที่มีเลือดไหลออกจากพรรคเพื่อไทยไม่หยุด

