⦁…ภัยความมั่นคงชี้ “ผู้รู้แบบไม่มีผลประโยชน์” ชี้มานานแล้วว่า จะเกิดจากการเข้ามาของ “ทุนจีน” เริ่มจากเข้ามา “ลงทุน” อย่างสร้างโรงงานผลิตสินค้า ตั้งบริษัททำธุรกิจ เปิดกิจการร้านค้าและบริการต่างๆ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสวง “ผลกำไร” แข่งกับ “คนไทย” ถึงวันนี้ชัดเจนแล้วว่า “หลายย่านร้านตลาด” ถูก “ทุนจีนยึดครองกันไป” โดยเฉพาะ “ย่านการค้าสำคัญ” ที่ถือว่า “แหล่งเจริญ”
⦁…กติกาประเทศเราเปิดกว้างให้ “คนต่างชาติ” เข้ามาทำมาหากิน แถมกฎหมายยังมีช่องว่างให้สามารถเข้ามาเป็น “เจ้าของที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง” เพราะเราตัดสิน “ความเป็นเจ้าของกันที่มีชื่อในโฉนด ในกิจการ” ซึ่งเป็นเพียงมิติหนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไรนัก เพราะ “ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงอยู่ที่อำนาจการจัดการ” ใครมีอำนาจเหนือที่ดิน เหนือการจัดการธุรกิจ “เจ้าของย่อมเป็นคนนั้น” คนที่เหลือแม้จะเป็น “ผู้มีชื่อในโฉนด ในบัญชีผู้ถือหุ้น” ก็เป็นเพียง “ลูกจ้าง พนักงาน” หรือแล้วแต่จะทำหน้าที่อะไรเท่านั้น ไม่ใช่ “เจ้าของ” ในความเป็นจริง
⦁…หากเป็นผู้ที่มาลงทุนโดยสุจริตกับกิจการ นับว่าไม่เป็นไรนัก เพราะเป็นการทำมาหากินตามปกติ จะเสียหายบ้างต่อประเทศ ก็เพียง “ทรัพย์สิน ที่ดิน” ถูกยึดครองไปเป็นของคนต่างชาติ ยิ่งเหมากันเป็นย่านๆ อย่างที่เป็นอยู่ย่อมรู้สึกมากหน่อยว่า อีกไม่นาน “คนไทยแท้ๆ” คงเป็นได้แค่ “ลูกจ้าง” เหมือนอย่างที่คนจากประเทศเพื่อนบ้าน “พม่า ลาว เขมร” เข้ามาหากิน น่าห่วงก็แค่ “เจ้าของคนจีน”จะมีสำนึกถึง “ความเป็นมนุษย์ของลูกจ้าง” แค่ไหน หรือมุ่งแต่ “ผลกำไร” ที่จะส่งกลับไปเลี้ยงดูพี่น้องในประเทศตัวเองเป็นหลัก
⦁…แต่ถึงวันนี้ ความเป็นห่วงแบบนั้น ดู “เล็กน้อย” ไปแล้ว “ทุนเทา” จาก “อาชญากร มาเฟียจีน” ที่รุกเข้ามาใน “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ใช้เป็นฐานทำ “ธุรกิจทมิฬ” ที่ “หลอกลวงและโหดร้าย” ทั้ง “บ่อนพนันเถื่อน-คอลเซ็นเตอร์-ค้าอวัยวะมนุษย์-กักขังหน่วงเหนี่ยวให้ทำงานผิดกฎหมาย-บังคับทำด้วยการทรมาน” ทำมาหากินอย่างไร้ “มนุษยธรรม” ยิ่งสร้างรายได้มากยิ่งขยายกิจการ เข้า “ซื้อหุ้นธุรกิจขนาดใหญ่” หรือ “อสังหาริมทรัพย์ราคาแพง” เพื่อ “ฟอกเงินจากธุรกิจผิดกฎหมายให้เป็นเงินบริสุทธิ์” ใช้ชีวิตหรูหราเสพสุขกันแบบล้นเกิน
⦁…ที่เลวร้ายที่สุด เพราะ “การเมืองในประเทศภูมิภาคนี้” ถูกทำให้อ่อนแอ เพราะไปขึ้นกับ “อำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้” มากกว่าจะ “ยึดโยงกับประชาชน เพื่อรักษาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่” ทำให้ “ผู้มีอำนาจ” ทั้ง “ข้าราชการระดับสูง และนักการเมือง” ถือโอกาสเข้าไปร่วมหาประโยชน์กับ “ภัยคุกคามต่อความเป็นมนุษย์พวกนี้” ก่อปัญหาตามมาอีกมากมายทั้งทางการเมืองที่ “ทอดทิ้งประชาชน” มากขึ้น เศรษฐกิจที่ “การทำมาหากินปกติวิกฤต” และสังคมที่ “เสื่อมทรามจากการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข” ทั้งที่ส่อแววว่าจะไปสู่ “ประเทศล้มเหลว” แต่เหมือนไม่มีใครทำอะไรได้ เกิดสงครามทั้งภายใน และระหว่างกันของประเทศในภูมิภาค เพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ธุรกิจอสุรกาย” นั้น
⦁…ระบบการปกครอง “กัมพูชา” กำลังจะพังพินาศ เพราะ “นานาประเทศ” เริ่มเข้ามาแทรกแซงหลังปฏิบัติการด้านการข่าวพบว่า “ผู้มีอำนาจ” เข้าไปมีส่วนร่วมทั้ง “โดยตรงและสนับสนุน” เครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยียุคใหม่เป็นเครื่องมือ และ “ทำลายมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงด้วยจิตสำนึกที่เลวร้าย” จำเป็นต้อง “เปลี่ยนแปลง” ทว่า “อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ” และ “ผลประโยชน์ผูกขาด” กลับฝังรากลึกใน “โครงสร้างอำนาจเขมร” ซึ่งทำให้ความเปลี่ยนแปลงเสี่ยงต่อการ “ต้องต่อสู้ครั้งใหญ่” ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะความสามารถในการ
“สู้เพื่อรักษาผลประโยชน์” ของ “ทุนทมิฬ” น่าจะสะสมอานุภาพไว้ไม่น้อย
⦁…เรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สำหรับ “ประเทศไทยเรา” ย่อมล้อเล่นไม่ได้เพราะเริ่มมีข่าวว่าเครือข่าย “ธุรกิจอาชญากรร้ายแรง” ได้ขยายเข้ามามีอิทธิพลต่อ “รัฐบาลไทย” มาระยะหนึ่งแล้ว อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” คงต้องจัดการด้วยชั้นเชิงที่ละเอียดอ่อน เพราะถึงวันนี้ แค่ให้รู้ว่าเป็นใคร มี “เบื้องหลัง” อย่างไร ก็ยุ่งยาก ด้วยต้องรู้ว่าการข่าวจากหน่วยงานของประเทศ เทียบไม่ได้กับที่ “หน่วยงานของประเทศมหาอำนาจ” รู้







