หน้าแรก การเมือง พ.ร.บ.ล้มละลา...

พ.ร.บ.ล้มละลาย ใกล้คลอด แก้หนี้ครัวเรือน SME ‘อดีตรมว.ทวี’ กับยุติธรรมเชิงสร้างสรรค์

20.10.25 | 10:12 น.

พ.ร.บ.ล้มละลาย ใกล้คลอด แก้หนี้ครัวเรือน SME ‘อดีตรมว.ทวี’ กับยุติธรรมเชิงสร้างสรรค์

การล้มละลายไม่ใช่จุดจบของธุรกิจ แต่เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งต้องมีกลไกทางกฎหมายรองรับ เช่น กระบวนการฟื้นฟูกิจการ Business Rehabilitation และกฎหมายไม่ใช่เครื่องมือทำลาย แต่เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการที่สุจริตแต่ประสบวิกฤต

เป็นบทสรุปของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย

กล่าวสำหรับร่างพ.ร.บ.ล้มละลาย อาจไม่ใช่กฎหมายที่ปรากฏเป็นข่าวเกรียวกราวมากนัก แต่ข้อเท็จจริง เป็นกฎหมายที่ส่งผลต่อชีวิตการทำมาหากินของผู้คนมากมายมหาศาล โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่องมายาวนานหลายปี

ทั้งนี้ข้อมูลจากพ.ต.อ.ทวีระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง มีตัวเลขจากคดีบังคับคดีกว่า 870,000 คดี รวมมูลหนี้กว่า 1.05 ล้านล้านบาท ยังมีคดีที่มีหมายบังคับคดีแต่ยังไม่ตั้งเรื่องกว่า 3.4 ล้านคดี รวมมูลหนี้กว่า 16.97 ล้านล้านบาท มีคดีล้มละลายกว่า 59,000 คดี รวมทุนทรัพย์กว่า 7.85 ล้านล้านบาท รวมแล้วหนี้ที่อยู่ในระบบกว่า 25 ล้านล้านบาท สูงกว่า GDP ของประเทศ ยืนยันว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายนี้เพื่อปลดล็อกปัญหาเชิงโครงสร้าง

จึงเป็นที่มาของ ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร รวม 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างที่สส.พรรคประชาชน เป็นผู้เสนอ ร่างที่สส.เพื่อไทย เป็นผู้เสนอ และร่างที่คณะรัฐมนตรีรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้เสนอ และสภามีมติรับหลักการเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการ รวม 31 คนเพื่อพิจารณา โดยให้เอาร่างของครม.แพทองธาร เป็นหลักในการพิจารณา มีพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ขณะนั้นเป็นรมว.ยุติธรรม เป็นประธานกรรมาธิการ

Advertisement

จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรมีมติท่วมท้นให้ผ่าน พ.ร.บ.ล้มละลาย วาระที่ 2 และ 3 เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เหลือขั้นตอนวุฒิสภา โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมวุฒิสภามีมติแบบไม่มีเสียงค้าน รับหลักการร่างพร.บ.นี้แล้ว พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา ดูแล้วสว.ก็คงให้ผ่านแน่นอน

กฎหมายสำคัญที่จะมีผลแก้ไขปัญหาหนี้สินแบบเป็นระบบให้กับคนไทยทุกระดับหลายล้านคน กำลังจะมีผลออกมาบังคับใช้แล้วในอีกไม่นานนัก

เมื่อดูใน สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ จากคำกล่าวชี้แจงในที่ประชุมสภาฯของพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่มีการใช้อำนาจนิติบัญญัติในการแก้ปัญหาหนี้ ครัวเรือนและ SMEs โดยตรง ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อทวงถามหนี้ แต่เป็นการสร้างระบบฟื้นฟูที่ให้โอกาสลูกหนี้กลับมาตั้งหลักใหม่ พร้อมกับสร้างระบบนิเวศของ Debt Counsellors (ที่ปรึกษาหนี้) เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบ สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ปัญหาหนี้สินของคนไทยมีความจำเป็นเร่งด่วน

สำหรับ กลไกใหม่ในร่างกฎหมาย เป็นการเปิดโอกาสให้ บุคคลธรรมดาที่มีหนี้ 100,000 – 1,000,000 บาท ยื่นฟื้นฟูได้ ใช้หลัก Automatic Stay คุ้มครองลูกหนี้ทันทีเมื่อศาลรับคำร้อง ปรับจากการประชุมเจ้าหนี้ไปสู่การเจรจาเจ้าหนี้ ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งเพียงพอ รวมทั้ง Cram Down ศาลเห็นชอบแผนได้ แม้ไม่ครบเสียงส่วนใหญ่ หากเป็นธรรมและเกิดประโยชน์ และ Priority Financing อนุญาตให้ลูกหนี้กู้เงินใหม่ได้ โดยเจ้าหนี้ใหม่มีสิทธิก่อน

ในด้านประโยชน์และความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ สำหรับลูกหนี้จะได้รับโอกาสใหม่ในการชำระหนี้อย่างเป็นธรรม มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่วนเจ้าหนี้ ได้รับการชำระหนี้ที่เป็นเงินจริงแทนสิทธิที่บังคับใช้ไม่ได้ ส่วนระบบยุติธรรม ช่วยลดภาระคดีบังคับคดีและคดีล้มละลาย ทำให้ศาลทำงานได้มีประสิทธิภาพ มองด้านเศรษฐกิจโดยรวม เป็นการเพิ่มกำลังซื้อ ฟื้นตัวของธุรกิจรายย่อย และสร้างความเชื่อมั่นทางการเงิน

ภาพอนาคตหลัง พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ เมื่อกฎหมายนี้เริ่มต้นใช้งาน ประเทศไทยจะมีเครื่องมือทางกฎหมายครบถ้วน 4 หมวด ได้แก่ หมวด 3/1 ฟื้นฟูกิจการธุรกิจใหญ่ หมวด 3/2 ฟื้นฟูกิจการ SMEs หมวด 3/3 Prepackaged Plan หมวด 3/4 ฟื้นฟูฐานะบุคคลธรรมดา
พร้อมกลไกสนับสนุนภายนอกศาล เช่น ศูนย์ไกล่เกลี่ยหนี้ ระบบดิจิทัล และการประชุมเจ้าหนี้แบบ Hybrid

พ.ต.อ.ทวี ยังเสนอว่า ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือ ในแง่เศรษฐกิจ ลดแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและ SMEs ระบบธนาคารมีเสถียรภาพ ด้านสังคม ลูกหนี้ได้รับโอกาสใหม่ (second chance economy) ไม่ถูกปิดกั้นอนาคต ในด้านกฎหมาย ระบบยุติธรรมไทยพัฒนาไปสู่การฟื้นฟูเชิงรุก เป็นโมเดลสำคัญในภูมิภาค

การผ่านร่างพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับนี้ ไม่เพียงเป็นการแก้ไขหนี้ แต่คือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจและกระบวนการยุติธรรมไทย ให้มีความสมดุล ยั่งยืน และเป็นธรรมแก่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้

นี่คือการสร้างโอกาสใหม่ให้ครัวเรือนและ SMEs ของไทยกลับมามีศักยภาพในการใช้ชีวิตและทำธุรกิจ เป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง พร้อมพัฒนาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืน

อาจจะกล่าวได้ว่า ในฐานะอดีตรมว.ยุติธรรม นี่เป็นการปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย โดยปรับปรุงพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่ใช้งานมากว่า 80 ปี เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเชิงสร้างสรรค์ (Restorative Justice for Economy)

หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ในมุมมองของอดีตรมว.ยธ.ก็คือ เราต้องการระบบยุติธรรมที่ไม่เพียงลงโทษ แต่ต้องฟื้นคืนศักดิ์ศรีและโอกาสให้คนสามารถกลับมาสร้างประโยชน์แก่สังคมได้อีกครั้ง