สิทธิพล แนะ ‘รัฐบาล’ สร้างแรงจูงใจ-ความมั่นใจให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสมากขึ้น ไม่ต้องหวั่นโดนภาษีย้อนหลัง ชี้ ปชช.แห่ลงทะเบียน สะท้อนรายได้ถดถอย ลั่น เป็นสิทธิ์เต็มที่ของฝ่ายบริหาร หลังถูกถามทำนโยบายกระตุ้น ศก.เรียกคะแนนนิยมหรือไม่ อ้าง ทำเพื่อประโยชน์ ประชาชน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสวันแรก ว่า จากที่ติดตามข่าวพบว่าประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งในมุมหนึ่งสะท้อนว่าประชาชนในปัจจุบันคาดหวังกับโครงการนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจสอดรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่ประชาชนอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง รายได้ถดถอย ต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาล และตนคิดว่าโครงการดังกล่าวของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ตอบโจทย์ 2-3 เรื่องในระยะสั้นคือ เป็นโครงการที่สามารถทำได้ทันทีเพราะประชาชนคุ้นเคยกับโครงการนี้อยู่แล้ว
นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันก็มีระบบเป๋าตังรองรับสามารถใช้ได้ทันทีและในอีกมุมก็คิดว่าเป็นเรื่องดีเพราะเป็นโครงการที่รับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้าน นักวิชาการ ในการปรับเงื่อนไขให้ผู้ที่ยื่นแบบภาษีได้สิทธิ์มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ยื่นสิทธิ์ภาษี ซึ่งทำให้ประชาชนที่จ่ายภาษีรู้สึกว่ามีอะไรเป็นพิเศษให้กับเขา อย่างไรก็ตาม เราต้องยืนยันว่าโครงการนี้มีประสิทธิผลค่อนข้างจำกัด
นายสิทธิพล กล่าวด้วยว่า สิ่งที่อยากสื่อสารไปยังรัฐบาลคือ 1.ในมุมที่เป็นข้อดีโครงการนี้สามารถทำได้ทันทีก็จริง แต่เป็นโครงการที่มุ่งกระตุ้นหรือเน้นผลระยะสั้นมาก หากไปดูงานวิจัยพบว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือจีดีพีจะไม่ได้สูงมาก เพราะเป็นการโยกการใช้จ่ายใช้สอยของประชาชนเฉยๆ จากเดิมที่ประชาชนซื้อร้าน ก. แต่วันนี้ร้านก. ไม่ได้อยู่ในโครงการคนละครึ่งพลัส แต่ร้าน ข. อยู่แทน คนก็หันไปซื้อที่ร้าน ข. สิ่งที่เกิดขึ้นคือจำนวนเงินที่ประชาชนใช้จ่ายเท่าเดิม ซึ่งจะไม่ได้ช่วยให้กระตุ้นเศรษฐกิจหรือ กระตุ้นการลงทุนใหม่ๆ มากขึ้นเท่าไหร่ และยังมีงานวิจัยว่าเงิน 1 บาทที่รัฐบาลกระตุ้นไป กระตุ้นได้แค่ 30 สตางค์ 2.สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากคือ วงเงินที่จะจัดสรรมาใช้เป็นวงเงินที่โยกมาจากเงินโครงการอื่น ไม่ใช่เป็นวงเงินใหม่ อาจทำให้เป็นเรื่องที่ประสิทธิผลในการกระตุ้นไม่สูงนัก และ 3. ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากที่สนใจเข้าร่วมโครงการแต่ไม่สามารถลงทะเบียนได้ และมีการไปต่อคิวเพื่อลงทะเบียนที่ธนาคารตั้งแต่ 05.00 น. ต้องการลงทะเบียนได้ แต่ธนาคารก็มีเสถียรภาพจำกัดในการดูแล เช่น บางที่อาจมีเพียงแค่ 50 คิว หรือบางทีอาจมีแค่ 100 คิว ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้เป็นบุคคลสำคัญที่อาจต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วยซ้ำ เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่อาจเข้าไม่ถึงโครงการดังกล่าว

เมื่อถามว่า โครงการดังกล่าวรัฐบาลก่อนเคยทำมาแล้ว และอาจมีช่องโหว่ในเรื่องของการทุจริต มองว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวหรืออุดช่องโหว่ได้หรือไม่ นายสิทธิพล กล่าวว่า ตนมองว่าโครงการนี้จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลมาก เหมือนที่บอกว่ามีตัวเลขงานวิจัยที่นักเศรษฐศาสตร์ไปประเมินแล้วพบว่าที่ผ่านมาใช้เป็นแสนล้านบาท แต่สามารถกระตุ้นได้ค่อนข้างจำกัด ซึ่งสิ่งที่ต้องการจะทำคือหลังจากนี้ผลต่อเนื่องในระยะยาว โดยมี 2 เรื่องที่รัฐบาลควรทำ คือเราพบว่าร้านค้าที่เคยเข้าระบบได้ข้อดีในระยะยาวคือแม้ว่าเงินจะไม่มี รัฐไม่ได้สนับสนุนแล้ว แต่เมื่อประชาชนได้รู้จักแล้วเขาก็ยังซื้อต่อเนื่อง
นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ช่วงเวลาที่เหลือ 2-3 เดือนนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือพยายามจูงใจ ให้ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าสู่ระบบให้มาเข้าสู่ระบบได้ หากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ แม้ว่าโครงการจบไป แต่จะมีร้านค้าใหม่ๆ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และเรียนรู้ระบบเทคโนโลยี ต่อไปหากรัฐบาลจะมีโครงการมาสนับสนุน ก็สามารถส่งมาตรการต่างๆมายังช่องทางเหล่านี้ได้ และอีกเรื่องคือตนต้องยืนยันว่าเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ เขายังกังวลเรื่องภาษี เพราะเขายังไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้ว หากมีคนมาใช้จ่ายกับเขาเยอะจะมีภาษีย้อนหลังหรือไม่ ตนคิดว่าประเด็นนี้แม้ว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเคยระบุว่า ไม่เอาประเด็นนี้มาดำเนินการแน่นอน แต่ตนคิดว่ารัฐบาลต้องทำให้จริงจัง ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ หากสามารถทำเช่นนั้นได้ก็จะทำให้มีร้านค้าที่เข้ามาร่วมในระบบของโครงการดังกล่าวได้มากขึ้น และจะเกิดผลดีในระยะยาวกับร้านค้าเหล่านี้
เมื่อถามว่า การทำโครงการนี้ของรัฐบาลจะไม่เข้าข่ายผิดเงื่อนไข MOA ที่จะทำให้เกิดความนิยมทางการเมืองเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ นายสิทธิพล กล่าวว่า ตนคิดว่าหากเราเน้นประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศก็จำเป็นจะออกนโยบายเพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้ประชาชนที่มีความทุกข์ร้อน ได้รับความช่วยเหลือและบรรเทาลง ตนคิดว่าเป็นสิทธิ์เต็มที่ของฝ่ายบริหารที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ ได้ แต่ข้อท้วงติงและข้อเสนอต่างๆ รัฐบาลจำเป็นจะต้องระมัดระวัง ย้ำว่าต้องทำให้ประชาชนที่อยากเข้าถึงโครงการดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้
นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นโครงการที่มีผลค่อนข้างจำกัดเป็นการช่วยเหลือเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาค่าครองชีพของประชาชนระยะสั้นเท่านั้น แต่ปัญหาเศรษฐกิจในวันนี้มีมากกว่านี้เยอะ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตเพียงแค่ 0.3 เปอร์เซ็นต์ คือต่ำมาก ถ้าดูครึ่งปีนี้และครึ่งปีหน้าในปี 2569 อาจจะโตรวมกันได้ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ สัญญาณข้างหน้าที่อันตรายแบบนี้รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมมาตรการต่างๆ มารับมือ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ข้างหน้าภายใต้งบประมาณที่จำกัดเงินก็เอาไปใช้กระตุ้นระยะสั้นแล้ว ก็จะเป็นความยากของเศรษฐกิจไทย
นายสิทธิพล กล่าวอีกว่า พรรคปชน.ทยอยทำนโยบายเรื่องเศรษฐกิจมาโดยตลอด และเชื่อว่านโยบายของพรรคปชน.ที่เตรียมไว้ เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ระยะสั้นและระยะยาวมีวิธีการทำอย่างชัดเจน

