‘โฆษกรัฐบาล’ ชี้วงถก JBC ไม่ทำไทยเสียดินแดน ด้าน กต.ยันเร่งแก้ไข TOR ใช้ LiDAR ทำแผนที่เขตแดน ขณะที่กลาโหมเผย ถก GBC กำหนดแผนกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์รัดกุมขึ้น เพื่อยํ้าความจริงใจ 2 ฝ่าย
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 20 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าววาระที่จะมีการประชุม JBC และ GBC ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยที่นายกรัฐมนตรีได้รับทราบถึงความห่วงใยและข้อกังวลของประชาชนชาวไทย ที่ว่าการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission : JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Commission : GBC) ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้จะมีความสุ่มเสี่ยง และมีข้อห่วงใยใดๆ หรือไม่ ทางรัฐบาลจึงคิดว่าการสื่อสารกับประชาชนจึงควรไปในทิศทางเดียวกัน และขอยืนยันว่าในทุกการประชุม ไม่ว่าจะเป็นระดับใดถือเป็นเรื่องที่รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง หรือฝ่ายต่างประเทศดำเนินการด้วยการพูดคุยกันวางแผนอย่างมีกลยุทธ์เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของประเทศ และประชาชน
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า ในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมสำคัญก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย 2 รายการ ได้แก่ วันที่ 20-22 ตุลาคมนี้ จะเป็นการประชุมในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ประเทศมาเลเซีย และวันที่ 21-23 ตุลาคม เป็นการประชุมคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดน หรือ JBC ที่ จ.จันทบุรี ประเทศไทย

รัฐบาลรับทราบข้อห่วงใยถึงการสละสิทธิจะมีการยกเลิก MOU หรือไม่ และมีส่วนสำคัญต่อสถานการณ์บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว เนื่องจากมีสื่อมวลชนถามมาว่าการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างไร และการประชุมมีความจำเป็นหรือไม่
ด้านนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) วันที่ 21-22 ตุลาคม ที่ จ.จันทบุรี ฝ่ายไทยมีนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านเขตแดน เป็นประธาน ด้านฝ่ายกัมพูชามี นายลำ เจีย รัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักงานเลขาธิการ กิจการชายแดนแห่งชาติกัมพูชา เป็นประธาน รวมทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม เหล่าทัพ และกระทรวงมหาดไทย เป็นการประชุมเน้นเฉพาะเรื่องเขตแดน ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว
ดังนั้น การทำงานและการกำหนดประเด็นหารือ ต้องการให้มีความสอดคล้องกัน JBC RBC ทำให้ไทยสามารถผลักดันผลประโยชน์ของชาติได้อย่างเป็นเอกภาพ ระหว่างฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายต่างประเทศ รวมถึงการหารือกรณีบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว รวมทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยการสร้างรั้วให้มีความชัดเจนมากขึ้น
ส่วนหน้าที่ของ JBC ต้องสะท้อนความตั้งใจของไทยในการตั้งใจแก้ไขปัญหาเขตแดน ผ่านกลไกที่ประชุม และประเด็นเร่งรัดแก้ไข TOR 2003 เพื่อนำ LiDAR ทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ และการเสนอพื้นที่เร่งด่วนในการกำหนดเขตแดนโดยเฉพาะพื้นที่ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน
อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้เป็นหนึ่งในทวิภาคีที่ไทยใช้กับกัมพูชาเข้ามาสู่โต๊ะเจรจาแบบสันติวิธี ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล จะตอกย้ำประชาคมระหว่างประเทศว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา จะเป็นไปด้วยความชอบธรรม ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การประชุม GBC ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่มีการเจรจาหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีการจัดการประชุม JBC สมัยสามัญครั้งแรก ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งได้มีการเจรจายุติการเป็นปรปักษ์ต่อกัน เป็นการนำทั้งสองฝ่ายขึ้นโต๊ะเจรจาเพื่อให้มีการหยุดยิงถาวร และหลังจากนั้นการประชุม JBC ต่อเนื่องในวันที่ 10 กันยายน มีการลงนามกันทั้ง 2 ฝ่าย 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การถอนอาวุธหนักตามแนวชายแดน 2.การเก็บกู้ทุ่นระเบิด 3.การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หรือสแกมเมอร์ 4.การจัดระเบียบฟื้นฟูสู่สภาพความสงบ ในบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ให้สู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งได้มีการระบุวาระใน JBC ว่าให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของทั้ง 2 ประเทศ ได้หารือเจรจากันเพื่อนำไปสู่ภาวะปกติและสันติโดยเร็ว โดยใช้กลไก JBC กำกับดูแล
พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่า ภายหลังมีการตั้งคณะกรรมการ มีบางประเด็นที่ขับเคลื่อนไปแล้ว เช่น การปราบปรามสแกมเมอร์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้มีการตั้งทีมขึ้นมารวบรวมข้อมูล และส่งไปให้ประเทศกัมพูชา ส่วนการเก็บกู้ระเบิดและการถอนอาวุธหนักก็กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการ แม้ผลจะยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับฝ่ายไทย เราจึงอยากผลักดันให้ฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจในส่วนนี้ จึงเป็นที่มาของการประชุม GBC ในวันที่ 23 ตุลาคมนี้
พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวอีกว่า ในการประชุมที่จะถึงนี้จะมีการหารือและกำหนดแผนที่ชัดเจนรัดกุมมากขึ้น ในการให้ฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติร่วมร่วมกับฝ่ายไทย โดยเฉพาะในเรื่องการถอนอาวุธหนักบริเวณชายแดน โดยจะกำหนดให้ชัดเจนว่าจะเป็นช่วงเวลาใด

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวต่อว่า ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งที่ผ่านมาดูเหมือนจะขับเคลื่อนค่อนข้างช้า ก็จะมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าพื้นที่ที่เราต้องการเก็บกู้ที่ระเบิดมีจุดใดบ้าง และในช่วงเวลาใด รวมถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ ก็จะมีแผนและการกำหนดเวลาการปฏิบัติการร่วมกันอย่างชัดเจน โดยในการประชุมครั้งนี้จะมีประเทศมาเลเซียและสหรัฐอเมริกามาร่วมเป็นสักขีพยานและมาร่วมสังเกตการณ์ความจริงใจของทั้งสองฝ่าย
ส่วนที่ขณะนี้มีประชาชนหลายคนกังวลว่าการประชุม JBC จะกระทบเขตแดนของทั้งสองประเทศนั้น นายสิริพงศ์กล่าวว่า นี่คือการสื่อสารของรัฐบาล สิ่งที่เรามาพูดวันนี้คือการสื่อสารว่าทำไมยังต้องใช้กลไก JBC เพราะฝ่ายความมั่นคงยังคงยึดหลักสันติวิธี หากมีการรุกล้ำอธิปไตย เราก็โต้ตอบตามที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำไว้เสมอ ซึ่งเรายังคงใช้หลักสันติวิธีก่อน โดยให้ฝ่ายที่มีหน้านี้พูดคุยกันในการเจรจาต่อรองผ่านกลไก JBC ดังนั้น การจะเปลี่ยนหรือไม่ ไม่ได้ทำให้เราเสียดินแดนต่อพื้นที่ของไทย แต่พื้นที่ใดที่ยังไม่ตกลงกัน ต้องมีการพูดคุยเพราะ JBC ไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นหนึ่งในกลไกการเจรจา
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า กลไก JBC GBC เป็นกลไกที่ใช้แก้ปัญหาระดับทวิภาคี คือไทย กัมพูชา คุยกันสองประเทศโดยไม่ผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะได้พูดคุยในเรื่องยกเลิก MOU43-44 ส่วนจะยกเลิกหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต แต่ในปัจจุบันเรายังมีกลไกที่ใช้แสวงหาความร่วมมือได้อยู่และเป็นคนละเรื่องกัน
เมื่อถามว่า ความคาดหวังในการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายสิริพงศ์กล่าวว่า หลังจากการประชุม JBC ในครั้งที่แล้ว กัมพูชามีความพยายามในทางการข่าวที่จะไปสื่อสารกับชาวโลกในแบบต่างๆ ของเขา ซึ่งเราก็มีการสื่อสารอีกแบบหนึ่ง โดยการสื่อสารของเราเป็นลักษณะตรงไปตรงมา พูดแบบไหนก็ดำเนินการเช่นนั้น ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการกำหนดกรอบให้ชัดเจน และเห็นผลของการขับเคลื่อน เพราะเราหวังว่าสถานการณ์เหล่านี้จะคลี่คลายโดยเร็วที่สุด รวมทั้งในการประชุมครั้งนี้จะมีหลายประเทศเป็นสักขีพยาน ดังนั้น จึงเป็นเวทีที่ให้กัมพูชาพิสูจน์ความจริงใจที่มีต่อไทย และได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้คำมั่นไว้กับไทย
เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีมวลชลนัดรวมตัวกันในพื้นที่การประชุม JBC จะมีมาตราการรองรับอย่างไร นายสิริพงศ์กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่เรายืนยันคือการดำเนินการในครั้งนี้คือความร่วมมือทุกฝ่าย ทั้งความมั่นคง ต่างประเทศ ฝ่ายบริหาร จึงของให้มั่นใจว่าการดำเนินการครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชน แม้การชุมนุมจะเป็นสิทธิ แต่ขอให้ชุมนุมโดยสงบ ภายใต้กฎหมาย

