‘เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน’ ร้อง ‘ปชน.-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ เห็นชอบนิรโทษกรรม รวมความผิดมาตรา 110-112 ชี้ หวังคืนความเป็นธรรมให้ทุกคน ไม่แบ่งสีเสื้อทางการเมือง
เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 21 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายณัฐชนน ไพโรจน์ ตัวแทนเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ยื่นหนังสือถึงพรรคประชาชน (ปชน.) โดยมีน.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ส.ส.กทม. เป็นตัวแทนรับหนังสือ และพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมีนายรังสรรค์ มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน เป็นตัวแทนรับหนังสือ
โดยนายณัฐชนน กล่าวว่า จากกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมและรับการร่างกฎหมายดังกล่าวเพียง 3 ฉบับคือร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ต่อมาในชั้นคณะกรรมาธิการมีการประชุมทั้งหมด 9 ครั้ง มีการแก้ไขรายละเอียดและเพิ่มฐานความผิดจากเดิม แต่ผลสรุปยังคงยกเว้นความผิดในมาตรา 110 และ 112 ซึ่งหลักฐานจำนวนมากชี้ว่าคดีเหล่านี้ที่ยกเว้นการนิรโทษกรรมเป็นคดีทางการเมืองจริง แต่การไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขัดกับแนวปฏิบัติการนิรโทษกรรมในอดีต ทั้งนี้ การที่ยังคงยกเว้นมาตรา 110 และ 112 แต่กลับนิรโทษกรรมให้คดีกบฏ และคดีก่อการร้ายที่มีอัตราโทษสูงกว่า รวมถึงคดีแพ่งที่เกี่ยวกับการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ในขณะที่คดีที่เกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญกลับไม่ได้การนิรโทษกรรม
“แม้ว่าชื่อของกฎหมายจะระบุว่าเสริมสร้างสังคมสันติสุข แต่กฎหมายนี้จะไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองได้จริง เพราะมีลักษณะเลือกปฏิบัติโดยใช้นิรโทษกรรมเพื่อพวกพ้องบางกลุ่ม ขณะที่ประชาชนบางส่วนถูกทอดทิ้งอ้างว่าไม่ใช่เหยื่อความขัดแย้งหรือไม่ใช่จำเลยคดีทางการเมือง ปัญหานี้ยังมีทางออกเนื่องจากมีผู้สงวนความเห็นและสงวนคำแปรญัตติไว้ให้การนิรโทษกรรมรวมฐานความผิดในมาตรา 110 และมาตรา 112 เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนจึงขอเรียกร้องพรรคการเมือง ทั้ง 3 พรรคเนื่องจากมี ส.ส. มากที่สุด ให้พิจารณาเห็นชอบตามคำสงวนความเห็นดังกล่าว เพื่อให้การนิรโทษกรรมครอบคลุมทุกคนไม่แบ่งตามสีเสื้อ หรือความเชื่อทางการเมือง และคืนความยุติธรรมให้ทุกคน ทำให้เกิดการนิรโทษกรรมอย่างเท่าเทียม และสร้างสังคมสันติสุขได้อย่างแท้จริง” นายณัฐชนน กล่าว

ด้าน น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกวันสำคัญของประเทศที่จะมีการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม หรือร่างพ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมีไม่กี่มาตรา หัวใจหลักก็คือมาตรา 3 และด้วยบรรยากาศทางการเมืองที่เปลี่ยนไปอาจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นได้ โดยพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยจะนำไปพิจารณาต่อ
ขณะที่นายรังสรรค์ กล่าวว่า หลักการของกฎหมายฉบับนี้จะนิรโทษกรรมความผิดในคดีการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงความเห็นทางการเมือง ในส่วนข้อคิดเห็นอย่างอื่นพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะนำไปหารือร่วมกัน เพื่อจะมีมติต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร และยินดีที่จะช่วยเหลือเหยื่อทางการเมือง

