หน้าแรก การเมือง พล.อ.อ.คณิต ย...

พล.อ.อ.คณิต ยัน กม.คุมสื่อไม่ล้าหลัง ยกสิงคโปร์แบบอย่าง รบ.มีเสถียรภาพ ประเทศพัฒนา

27.04.17 | 16:09 น.

“ปธ.กมธ.สื่อฯ” เชื่อ สปท. เห็นชอบกม.ในสภาวันที่ 1 พ.ค.นี้ ยัน ร่างพ.ร.บ.ไม่ขัดหลัก รธน. จ่อคุมเข้ม ธุรกิจออนไลน์ที่ส่งผลต่อสาธารณะ

เมื่อวันที่ 27 เมษายน พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีที่ สปท.เตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ว่า เชื่อว่า สปท. จะให้ความเห็นชอบ แต่ในกระบวนการจัดทำกฎหมายยังมีหลายขั้นตอน อาทิ ผ่านรัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งสามารถปรับแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนได้ ตนยืนยันว่าเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะไม่ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากระหว่างจัดทำมีนักกฎหมายที่คอยดูแลอยู่ แต่หากมีเนื้อหาใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เช่น มาตราว่าด้วยการไม่ทำกฎหมายที่สร้างภาระหรือละเมิดสิทธิ เสรีภาพเกินความจำเป็นนั้น ก็อาจปรับแก้ไขในประเด็นที่ขัดได้

“ผมเชื่อว่าร่างกฎหมายจะไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะหากทำขัด ก็เท่ากับว่า ผมเหนื่อยฟรี และเจ๊งไม่เป็นท่า ที่ผ่านมาการพิจารณาชั้นอนุกรรมาธิการฯ มีกรรมาธิการที่มาจากสายสื่อ สนับสนุนให้ออกใบอนุญาต เพราะมองว่าจะมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีมากกว่า อีกทั้งจะสร้างความรักองค์กร และเกิดการสร้างสรรค์ และเชื่อว่าเมื่อมีใบอนุญาตแล้วจะทำให้เกิดการกำกับกันเองได้ดีระดับหนึ่ง ทั้งนี้สื่อมวลชนที่ผ่านมาแม้จะมีการกำกับกันเอง แต่ยังทำได้ไม่ดี ดังนั้นกรณีของใบอนุญาต และมาตรการตามกฎหมายนี้ จึงเป็นการจัดระเบียบสื่อมวลชน เหมือนกับประเทศสิงคโปร์ที่มีการจัดระเบียบการนำเสนอข่าวสาร ทำให้รัฐบาลเขามีเสถียรภาพ ประเทศเขาพัฒนา มีความเจริญ ซึ่งต่างจากประเทศไทย” พล.อ.อ.คณิต กล่าว

พล.อ.อ.คณิต กล่าวถึงการกำหนดนิยามที่ครอบคลุมถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เปิดเว็บเพจ หรือ เพจเฟซบุ๊กเพื่อนำเสนอข่าวสารนั้น ถือเป็นการเขียนกฎหมายเพื่อให้เป็นมาตฐานสากล ไม่ล้าหลัง เพราะที่ผ่านมาการออกกฎหมายนั้นถูกมองว่าล้าหลัง ไม่ทันสมัย ตามไม่ทันเทคโนโลยีหรืออิเล็คทรอนิกส์ ดังนั้น การเขียนกฎหมายจึงต้องคิดเผื่อ อีกทั้งรัฐบาลปัจจุบันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการพัฒนาประเทศให้เป็นยุค 4.0 ดังนั้นกรณีสื่อออนไลน์ที่นำเสนอข้อมูลและมีผลกระทบจำนวนมาก การเขียนกฎหมายด้านสื่อฯ ต้องเขียนให้ครอบคลุม ดังนั้น สื่อออนไลน์ หรือ เฟซบุ๊กที่จะเข้าข่ายกฎหมายนี้ ต้องกลับไปดูคำนิยามในมาตรา 3 ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากไม่อยู่ก็ไม่ต้อง เช่น มีเฟซบุ๊กและส่งข่าวปกติก็ไม่ต้อง แต่หากเป็นธุรกิจและมีผลกระทบต่อสาธารณะ ต้องถูกกำกับ อีกทั้ง เมื่อกฎหมายนี้บังคับใช้ เป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องรู้กฎหมายและเดินเข้ามาลงทะเบียนกับทางหน่วยงาน หรือสภาวิชาชีพสื่อมวลชน แต่หากใครไม่ต้องการลงทะเบียนก็ให้รีบตั้งสื่อของตนเอง เพราะตามร่างกฎหมายจะอนุโลมให้สื่อที่ตั้งก่อนกฎหมายนี้ออก จะได้รับใบอนุญาตโดยอัตโนมัติ