‘ไชยชนก’ ร่วมลงนามอนุสัญญา UN จับมือ 68 ประเทศ ลุยต้านภัยสแกมเมอร์

26.10.25 | 15:23 น.

‘ไชยชนก’ ร่วมลงนามอนุสัญญา UN จับมือ 68 ประเทศ ลุยต้านภัยสแกมเมอร์

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี น.ส.อุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมพิธีลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) และการประชุมระดับสูง (High-Level Conference) ที่มี 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) เข้าร่วม ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม และนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าร่วมในพิธีลงนามดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา

นายไชยชนกเปิดเผยว่า พิธีลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของ 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสร้างมาตรการในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น พร้อมทั้งอํานวยความสะดวก และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงการสนับสนุนความช่วยเหลือทางวิชาการและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ของประเทศกําลังพัฒนา

ขณะเดียวกันในระหว่างการประชุมระดับสูง (High-Level Conference) ตนยังได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลง โดยได้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของการหลอกลวงออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย ซึ่งรัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญ และเอาจริงเอาจังต่อปัญหาดังกล่าว โดยได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ

Advertisement

ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมดำเนินมาตรการเชิงรุก 3 ด้าน ได้แก่
1.การตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดน และตรวจจับการลักลอบการเชื่อมต่อสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีสัญญาณเล็ดลอดออกนอกประเทศ
2.การบูรณาการด้านข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาฐานข้อมูลกลางแบบเรียลไทม์ เพื่อการติดตามเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด บัญชีม้า ได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการเร่งคืนเงินเยียวยาให้กับผู้เสียหาย
3.ดำเนินการตอบโต้ โดยเร่งรัดการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามทางเทคโนโลยีฉบับใหม่ ที่เน้นให้ความสำคัญ ในการ “ป้องกัน ปราบปราม และตอบโต้” เน้นการกำกับดูแลตามหลักเกณฑ์ และบทลงโทษที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น พร้อมจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ภายในระยะเวลา 1-2 เดือน โดยหากพบเบาะแส ข้อมูลการร่วมกระทำความผิด หรือเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และการพนันออนไลน์ ของบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรของรัฐ จะดำเนินการเอาผิดอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุดตามกฎหมายในทันที

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังขอแสดงความชื่นชมกับการดำเนินการอย่างเด็ดขาดของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ ในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และพร้อมให้ความร่วมมือกับนานาประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

“การลงนามอนุสัญญาดังกล่าว นับเป็นก้าวสำคัญและการแสดงจุดยืนของไทยในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก โดยแสดงให้เห็นว่าประเทศไทย ให้ความสำคัญและพร้อมใช้ยาแรงในการปราบปราม ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติจัดการปัญหาสแกมเมอร์ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนคนไทย ประชาคมโลก อย่างจริงจัง เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นายไชยชนกกล่าว