อนุทิน ชี้เขมรต้องทำ 4 ข้อ ถอนอาวุธหนัก-กู้ทุ่นบึ้ม-ปราบสแกมเมอร์ -แก้พื้นที่ทับซ้อน ก่อนพิจารณาเปิดด่าน-สื่อเขมรเผย2ปท.เริ่มขนยุทโธปกรณ์กลับ
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการลงนามในถ้อยแถลงกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม
โดยยืนยันว่าไม่มีการเปิดด่าน ยังไม่ถึงจุดนั้น ถ้อยแถลงที่ลงนามกับกัมพูชาโดยที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย เป็นการกำหนดว่าแต่ละประเทศจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
“แต่ประเทศไทยก็ดีหน่อยเพราะไม่ได้เป็นฝ่ายที่ละเมิด ดังนั้น การดำเนินการทั้งหลายจะต้องเริ่มจากทางฝ่ายกัมพูชาก่อน เช่น การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน เมื่อคืนนี้ก็ทำแล้ว และเมื่อเขาทำแล้วเราก็ทำ เพราะเราก็มีอาวุธหนักเช่นเดียวกัน แต่ในการลงนามไม่ได้บอกว่าเราต้องถอน แต่เมื่อเขาแสดงท่าทีที่มีเจตจำนงที่จะถอนอาวุธหนักออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เราก็แสดงท่าทีให้เขาเห็นว่าเราก็พร้อมที่จะถอน เพื่อทำให้เกิดช่องในการเจรจาและช่องในการที่จะทำให้เกิดความเข้าใจและเพิ่มมากยิ่งขึ้น”นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ขั้นตอนขณะนี้จะหารือกันในระหว่างกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ โดยจะหารือผ่านช่องทางทวิภาคีและดำเนินการถอนอาวุธออกไปจนเป็นที่พอใจของคู่กรณี อย่างเช่นประเทศไทย โดยที่คนกลางคือคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) คือตัวแทนผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนที่จะมาเป็นตัวแทน เป็นคนที่ยืนยันว่าทางคู่กรณีได้ปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว จากนั้นจะไปต่อในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะทุ่นระเบิดสามารถทำอันตรายกับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตรงไหนก็ได้ โดยคนที่จะเก็บกู้คือฝั่งไทย และมี AOT เป็นผู้สังเกตการณ์ เราก็มีความคาดหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะไม่ขัดขวาง ซึ่งคิดว่าก็คงจะไม่ขัดขวางเพราะเป็นหนึ่งในข้อตกลง
นายอนุทินกล่าวว่า หลังจากนั้นจะมาพูดคุยเรื่องสแกมเมอร์ หาวิธีการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยืนยันว่าฝ่ายไทยดำเนินการเต็มที่ ทั้งการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต การสืบหาธุรกรรม เส้นทางการเงิน ดำเนินคดีกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเราก็รอฝั่งกัมพูชาที่จะให้ข้อมูลมาเพิ่มมากขึ้น เพื่อมาสนธิกำลังกันและปราบปรามสุดท้ายคือการบริหารจัดการพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน ขณะนี้เราเน้นไปที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ส่วนของกัมพูชาที่ล้ำมาฝั่งไทยก็มี และส่วนของฝั่งไทยที่ล้ำไปฝั่งกัมพูชาก็มีเช่นกัน ซึ่งหากจะแฟร์ก็ต้องแฟร์ทั้งสองฝ่าย และถ้าตกลงได้แล้วถึงจะมาเริ่มฟื้นฟูเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูต
สำนักข่าวเฟรชนิวส์ของกัมพูชารายงานว่า ในช่วงค่ำคืนของวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม กัมพูชาและไทยได้เริ่มถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างออกจากพื้นที่ชายแดนที่เป็นข้อพิพาทระหว่างกัน และเคลื่อนย้ายกลับไปยังฐานทัพตามปกติของแต่ละประเทศ ภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT
ขณะเดียวกันเฟรชนิวส์ยังรายงานด้วยว่า ในช่วงเช้าวันที่ 27 ตุลาคม กัมพูชายังถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ในระยะแรกออกจากอำเภอบันทายศรี จ.เสียมราฐ ภายใต้การสังเกตการณ์ของ AOT อีกด้วย โดยการลดความตึงเครียดทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการลงนามใน ถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

