หน้าแรก การเมือง อภิสิทธิ์ เข้...

อภิสิทธิ์ เข้าสภา แจง กมธ.เลิกMOU43-44 จี้รบ.กำหนดนโยบายให้ชัด เพื่อผู้ปฏิบัติเดินหน้าได้

28.10.25 | 14:54 น.

อภิสิทธิ์ เข้าสภา แจง กมธ.เลิกMOU43-44 จี้รบ.กำหนดนโยบายให้ชัด เพื่อผู้ปฎิบัติเดินหน้าได้ ชี้ที่ผ่านมาไทยถูกคำตัดสินศาลโลกปิดปาก

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 43-44 เพื่อแก้ปัญหาปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา ว่า รัฐบาลในขณะนั้น เคยมีแนวคิดและการดำเนินการที่จะยกเลิก MOU ปี 2544 คงจะมีการสอบถามในรายละเอียดวิธีคิดในตอนนั้นว่าคืออะไร แต่ไม่ทราบว่า ในการประชุมจะมีการสอบถามไปยังเรื่องอื่นๆ อีกหรือไม่ ส่วนความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งข้อดีและข้อเสียนั้น ในตอนนี้ต้องบอกว่ามีความสับสนอยู่มาก เนื่องจากรัฐบาลไปเขียนในนโยบายว่าจะทำประชามติ แต่ทั้ง 2 สภา ก็ตั้ง กมธ.ขึ้นมาก่อนหน้า และล่าสุดที่มีการไปลงนามกับทางกัมพูชาที่อาเซียนก็ยังมีการอ้างอิงถึงการดำเนินการตาม MOU อยู่ด้วย สิ่งที่รัฐบาลต้องชี้แจงคือ แนวทางการทำงานในขณะนี้จนถึงวันเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดความสับสนอยู่พอสมควรว่าการทำงานในขณะนี้ กับนโยบายนี้จะสัมพันธ์กันอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของประชาชนคงอยากได้ข้อมูลมากที่สุด ก่อนจะมีการทำประชามติ แต่ในแง่ของคนทำงาน ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ดีก็คงอยากได้ความชัดเจนในเรื่องของทิศทางในเชิงนโยบายด้วย เพราะจะเอาทุกอย่างไปแขวนเพื่อรอการทำประชามติคงไม่ได้ จึงอยากให้ทางรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเดินหน้าได้ อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันถึงข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ที่ต้องการให้ฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติก่อนที่จะพูดในเรื่องอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม กมธ. ช่วงต้น นายนพดล อินนา ส.ว. ในฐานะประธานกมธ.ฯ ได้สอบถามถึงแนวทางการศึกษาเอ็มโอยู ก่อนการนำเสนอ ครม. พร้อมสอบถามความเป็นมาเป็นไปในยุคที่นายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวในช่วงแรกว่า ตอนที่ตนเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชามีหลายมิติ สำหรับสถานการณ์ขณะนั้น สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อนหน้านั้น 2 ชุด เผชิญปัญหาที่ยินยอมให้กัมพูชา ยอมนำเรื่องปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทำให้กัมพูชาเคลื่อนไหว และเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่ ตามที่ทราบกันดีในคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศ เมื่อปี 2505 ระบุแค่ว่าตัวปราสาทเป็นพื้นที่ของกัมพูชา ไม่เคยระบุถึงเส้นเขตแดน จึงเป็นโจทย์ที่รับมาขณะนั้น

Advertisement

“สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาค้างคาและสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลโลก เมื่อปี 2505 ที่ศาลอาศัยเหตุผลคำว่า กฎหมายปิดปากมาเป็นปัจจัยชี้ขาด ทำให้ฝ่ายไทยวิตกกังวลตลอดเวลาว่า หากมีการกระทำนำเสนออะไรจากฝ่ายกัมพูชา หากเรานิ่งเฉยอาจเป็นปัญหาได้” นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงต่อกมธ.