‘โรม’ ย้ำเชิญ ‘ธรรมนัส-นฤมล-วรภัค’ แจง กมธ.ความมั่นคงฯ 30 ต.ค.นี้ บี้รัฐบาลเร่งดำเนินการปราบแก๊งสแกมเมอร์ภายใน-ภายนอก ลุยจัดการบิ๊กเนมไม่ใช่แค่ตัวเล็กตัวน้อย ชี้‘นายกฯ’ต้องปลด ‘ธรรมนัส’ เหตุพฤติกรรมเสื่อมเสียหลายอย่าง
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบเครือข่ายสแกมเมอร์เชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ ว่า ได้เชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง และนายวราห์ สุจริตกุล ผู้บริหารบริษัท ฟินันเซีย เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเรามีข้อสงสัยว่าไปเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ หรือไม่ เข้าชี้แจงต่อ กมธ. โดยได้ออกหนังสือเชิญไปแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าทั้งหมดจะมาชี้แจงหรือไม่ ซึ่งต้องรอดูกันในวันที่ 30 ต.ค. นี้ ซึ่งยืนยันว่า กมธ.จะขับเคลื่อนและตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป
เมื่อถามว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์คือเรื่องใด นายรังสิมันต์กล่าวว่า คิดว่าการดำเนินการมีอยู่ 2 อย่าง คือภายในและภายนอก ในส่วนของภายในเราต้องยอมรับว่ามีเครือข่ายสแกมเมอร์มาอยู่ที่ประเทศไทยเยอะมาก และเป็นระดับบิ๊กเนมทั้งนั้น ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ออกมาว่าประเทศไทยเป็นทางผ่าน เป็นหนึ่งในฮับสำคัญที่สแกมเมอร์โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ในการเคลื่อนไหวนั้น เรื่องนี้เป็นความจริง
ดังนั้นสิ่งที่เราต้องจัดการคือเครือข่ายเหล่านี้ที่อยู่ในประเทศไทย ที่ผ่านมาเราก็พยายามชี้เป้าแล้วว่ามันมีใครบ้าง ข้อมูลตรงนี้สอดคล้องกับข้อมูลของทางอื่น เช่น เวลาเราพูดถึงเบน สมิธ ยิม เลียก มันก็เป็นข้อมูลที่ตรงกับทาง ส.ส.ของสหรัฐอเมริกาที่เขามีการยื่นร่างกฎหมายเพื่อให้เกิดกระบวนการในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น รวมทั้งสื่อระดับโลกที่เขามีการเผยแพร่เรื่องนี้ ดังนั้นตนคิดว่าถ้าตราบใดที่รัฐบาลไม่จัดการคนเหล่านี้ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะแก้ปัญหาสแกมเมอร์ได้จริง ยิ่งไปกว่านั้นการพบว่ารองนายกรัฐมนตรี ยังให้การปกป้องคนแบบนี้ ตนคิดว่านี่คือเรื่องที่อันตราย และเป็นประการแรกที่จะต้องดำเนินการ
“เรื่องภายในประเทศ นักการเมือง คนที่อาจจะเคยเป็นหรือไม่ได้เป็นนักการเมืองแล้ว ที่ไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในกัมพูชาหรือประเทศเพื่อนบ้าน ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญจริงๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลรู้อยู่แล้ว หลับตาก็นึกได้ไม่ยาก ดังนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าจะจัดการได้ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงพนันออนไลน์ต่างๆ ด้วย” นายรังสิมันต์กล่าว
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีภายนอก เรารู้แล้วว่ามันมีสแกมเมอร์อยู่ที่ไหนบ้าง อาจจะไม่ได้รู้ทั้งหมด แต่ก็มีจำนวนมากเราก็รู้ ซึ่งคนคิดว่าต้องดำเนินการร่วมกับประเทศอื่น ซึ่งตอนนี้ รมว.ดิจิทัลฯ ไปร่วมลงนามอะไรต่างๆ และมีการตกลงกับกัมพูชาว่าจะมีการปราบปรามสแกมเมอร์แต่ความชัดเจนการเริ่มปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมเป็นสิ่งที่เราต้องการ และไม่ใช่แค่การจัดการกับตัวเล็กตัวน้อย เหยื่อหรือคนที่ไปเป็นสแกมเมอร์เท่านั้น เราต้องจัดการระดับใหญ่หรือบิ๊กบอส ยกตัวอย่างง่ายๆ นายยิม เลียก นายลี ยงพัด นายก๊ก อาน คือเป้าหมาย คนเหล่านี้เป็นคนที่มีอำนาจอยู่ในกัมพูชาจะดำเนินการอย่างไรเอาตัวมาอย่างไร เป็นสิ่งที่เราอยากจะเห็น
เมื่อถามถึงว่านายวรภัค ลาออกจากตำแหน่งรมช.คลังสะท้อนอะไร นายรังสิมันต์กล่าวว่า การลาออกก็คงต้องแยกกันในเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองกับความรับผิดชอบทางคดีอาญา ซึ่งต้องมีการดำเนินการต่อหรือไม่ ทั้งนี้สิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตคือเหตุใดนายวรภัคไม่ไปเอาผิดกับ BIC กรุ๊ปที่มีการแอบอ้างชื่อนายวรภัคเป็นที่ปรึกษา แต่กลับจะมาข่มขู่จะเอาผิดกับสื่อ ซึ่งตนคิดว่าเป็นเรื่องประหลาดมาก
นายรังสิมันต์ ยังกล่าวถึงกรณีการเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปลด ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งในรัฐบาล ว่า ตนคิดว่าต้องปรับออกได้แล้ว พูดกันตรงๆ ว่า ร.อ.ธรรมนัส มีพฤติกรรมที่เสื่อมเสียหลายอย่าง ซึ่งข้อเสนอเรื่องการปรับออกไม่ใช่ข้อเสนอแรก เราเรียกร้องการอธิบายและการชี้แจงมาตลอด แต่ไม่ได้รับการชี้แจง นอกจากบ่ายเบี่ยงยังข่มขู่ในลักษณะของการไปฟ้องร้องดำเนินคดีต่างๆ ไม่ใช่แค่นักการเมืองด้วยกันที่โดนแบบนี้ ประชาชนคนทั่วไปก็โดนในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นหลายๆ ส่วน ร.อ.ธรรมนัส ไม่มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้มันดำมันเทามากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องอันตรายที่จะปล่อยให้ ร.อ.ธรรมนัส ยังคงเป็นรองนายกฯ ต่อไป ขนาดนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ยังออกมายืนยันเรื่องนี้

