ทำไมคสช.และรัฐบาลต้องหยิบเอาเรื่อง “เรือดำน้ำ”ไปเปรียบกับ เรื่อง “จำนำข้าว”
เหมือนกับเป็น “ความเคยชิน”
เป็นความเคยชินอันติดอยู่ 2 ริมฝีปากของคสช.และรัฐบาลในห้วงหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
เมื่อประสบปัญหาก็ต้อง “โบ้ย”
นั่นก็คือ โบ้ยออกจากคสช. โบ้ยออกจากรัฐบาล และไม่มีอะไรที่จะสะดวกง่ายดายเหมือนกับ
1 โบ้ยให้ทักษิณ 1 โบ้ยให้ยิ่งลักษณ์
อันเป็นวิธีการเดียวกันกับที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตยเคยใช้ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
อันเป็นวิธีการเดียวกันกับที่กปปส.ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยใช้ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ทั้งๆที่ตอนนี้เป็นเดือนเมษายน 2560
ต้องยอมรับว่า ไม่เพียงแต่ “เทศะ” จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด หากแต่ “กาละ”ก็ทรงความหมาย
หลังเดือนพฤษภาคม 2557 อาจ”โบ้ย”ได้
แม้กระทั่งเมื่ออยู่ในเดือนพฤษภาคม 2558 ก็ยังสามารถ”โบ้ย”ได้
แต่เมื่อผ่านเดือนพฤษภาคม 2559 ก็เริ่มไม่แน่
ยิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 กำลังรุกคืบเข้ามาเป็นลำดับ ยิ่งทำให้ “การโบ้ย” อาจไม่ราบรื่น
เพราะเท่ากับ 3 ปีมาแล้ว
เป็น 3 ปีของรัฐบาลหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่ใช่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เรื่องของ “กาละ” จึง “สำคัญ”
การหยิบ”จำนำข้าว”มาอ้างและโยนเข้าใส่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจสามารถเรียก”แฟนเก่า”ได้
แต่อย่าลืมว่าเสียงค้าน”เรือดำน้ำ”ดังมาจากไหน
1 ดังมาจาก “ทีดีอาร์ไอ” 1 ดังมาจาก”องค์กรต่อต้านคอรัปชั่น(ประเทศไทย)”
และ 1 สมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย
เหล่านี้ล้วนเคยเป็น”แฟน”คสช.และรัฐบาลทั้งนั้น

