หน้าแรก การเมือง รมช.กห.ลั่นโอ...

รมช.กห.ลั่นโอกาสสุดท้าย ไทย-กัมพูชา ทำตาม 4 ข้อตกลง รับทหารมีกรรม เจอศึกหลายด้าน

31.10.25 | 15:15 น.

รมช.กห.ลั่น เป็นโอกาสสุดท้าย ไทย-กัมพูชา หากไม่ปฏิบัติ 4 ข้อ ให้คอยดู อะไรจะเกิดขึ้น ยันถอนอาวุธพร้อมพลประจำปืน ยกเว้นกำลังรบ รับทหารมีกรรม รับศึกหลายด้าน

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการหารือระหว่างกองทัพบกไทยและกัมพูชาว่า วันนี้กองทัพภาคที่ 2 ของไทย ได้เดินทางไปพูดคุยกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมได้ลงนามร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ ในกรอบของรัฐบาล

ขณะที่กองทัพบกก็มอบให้กองทัพภาคที่ 2 หารือ 4 ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการขนย้ายอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง ซึ่งจะดำเนินการเป็น 3 เฟส เริ่มจากการถอนอาวุธประเภทจรวดและปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรขึ้นไป ภายในระยะเวลา 21 วัน โดยจะมีคณะผู้แทนจากทั้งสองฝ่าย หรือคณะผู้แทนอาเซียน (AOT) ไปตรวจสอบว่าทําตามข้อตกลงหรือไม่ และหากดําเนินการแล้ว จะมีรายละเอียดออกมาทั้งหมดว่าได้ถอนอะไรไปแล้วบ้าง และอยากให้เชื่อมั่นว่าทหารก็ทําตามนี้ หากไม่เชื่อก็ไม่รู้จะทําอย่างไร

เมื่อถามว่า ประชาชนไม่ได้ไม่เชื่อมั่นทหารไทย แต่ไม่เชื่อมั่นฝ่ายกัมพูชา พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า ต้องเชื่อ เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะคุยกัน ยืนยันได้เลยว่าถ้าคุยกันในระดับนี้แล้ว หากไม่ทําก็ไม่มีทางอื่น

เมื่อถาม หากฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามจะดําเนินการอย่างไร พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า ให้คอยดู ตนก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในเมื่อคุยกันในระดับรัฐบาล ลงไปถึงระดับแม่ทัพภาค ในการกําหนดขั้นตอนการถอนอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงสูง สำหรับเฟสที่ 2 จะเป็นการถอนอาวุธที่มีอานุภาพลดหลั่นลงมา และเฟสที่ 3 จะครอบคลุมถึงการถอนรถถัง ซึ่งจำนวนและขั้นตอนกำลังอยู่ระหว่างการหารือกับแม่ทัพภาคที่ 2

Advertisement

ทั้งนี้ รมช.กลาโหมยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการเปิดด่านแน่นอน ไม่ต้องกลัว หลังจากการถอนอาวุธแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะต้องประเมินร่วมกันอีกครั้งว่าความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันได้สิ้นสุดลงจริงหรือไม่ เพื่อก้าวสู่ความร่วมมือและสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน

เมื่อถามว่า ในส่วนของกําลังทหารจะปรับลดลงไปด้วยหรือไม่ พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า อาวุธจะมีพลประจําปืน หากถอนอาวุธก็ต้องปรับลดคนไปด้วย ก็ไปพร้อมกัน แต่ไม่เกี่ยวกับกําลังรบหลักทหารม้า หรือทหารราบ พร้อมทั้งย้ำว่า การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่มีขั้นตอนการจัดเก็บ ซึ่งการขนย้ายก็ต้องอิงกับระเบียบราชการ ไม่เช่นนั้นก็จะหาว่าไปแอบ ต้องมีการจ้างเหมา ถ้ามีรถอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเกินไปจากนี้ก็ต้องจ้างของเอกชนเข้ามา

เมื่อถามว่า กองทัพรับศึกหลายด้าน นอกจากต่างประเทศแล้วยังมีภายในประเทศด้วย พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า อาชีพทหารมีกรรม