จุลพันธ์ หน.เพื่อไทย ลั่นกวาด 200 ส.ส.-ตั้งรบ. มติปปช.ไต่สวนครม.เศรษฐา โยกงบ 3.5 หมื่นล.ใช้เป๋าดิจิทัล
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พรรคเพื่อไทยมีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการหัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเริ่มประชุม แกนนำ ส.ส.และสมาชิกพรรค พท.ได้ยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที จากนั้นเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม โดยที่ประชุมมีมติเลือกให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ เป็นหัวหน้าพรรค พท. ด้วยคะแนน 354 คะแนน ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 15 คน จากผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 369 คน และมีมติเลือก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกฯ เป็นเลขาธิการพรรค
นายจุลพันธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค พท.คนใหม่ ว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะนำพรรคตอนนี้ให้ได้ ส.ส. 200 เสียง ว่า มั่นใจ เพราะว่าจากการสัมผัสกับประชาชนในช่วงที่ผ่านมารู้สึกได้ว่าประชาชนที่ให้การต้อนรับพรรค พท.ยังคงมีอยู่จำนวนมาก แล้วพรรคต้องมาพิจารณาตัวเองเพื่อที่จะมาปรับเปลี่ยน หรือว่ายกเครื่อง เราดูตั้งแต่เรื่องผู้สมัคร เรื่องกลไกในการสื่อสารกับประชาชน ดูเรื่องแนวนโยบาย วันนี้เดินหน้าไปมากแล้ว ด้วยกลไกที่ดำเนินการทั้งหมดเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชนได้อีกครั้ง สามารถผ่านการเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลได้ เพื่อทำนโยบายที่ดีให้กับประชาชนต่อไป
ด้าน นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงกรณีกล่าวหานายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับพวก ร่วมกันแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายสำหรับเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ และรายจ่ายตามข้อผูกพันที่กฎหมายกำหนดให้จ่าย รวมถึงการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ได้ร่วมกันแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จำนวน 5 แห่ง วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท แล้วนำไปเพิ่มเป็นรายจ่ายงบกลาง เพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล (หรือโครงการเติมเงิน 10,000 บาท) โดยมิได้เกิดจากฝ่ายของ ส.ส. หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นผู้เสนอขอแปรญัตติเองตามระเบียบหรือข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากการสอบสวนว่า นายเศรษฐา และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบนโยบาย หรือมีมติสั่งการให้สำนักงบประมาณ (สงป.) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดำเนินการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จำนวน 5 แห่ง พิจารณาทบทวนงบประมาณรายจ่ายที่ได้ตั้งคำขอไว้ โดยให้เสนอปรับลดงบประมาณของตนเองลงเพื่อเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล โดยไม่ได้ตั้งงบชดเชยให้ในปีงบประมาณ 2568 การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 9 และมาตรา 20 วรรคแรก (5) โดยมีเจตนาเพื่อโยกงบไปใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ของพรรค พท. เพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการคลังของประเทศ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับเรื่องไว้ไต่สวน

