หน้าแรก การเมือง รุ่งเรือง พิท...

รุ่งเรือง พิทยศิริ : ถ้ารักชาติ ยิ่งต้องอ่าน เอ็มโอยู อัปยศ

2.11.25 | 09:57 น.

รุ่งเรือง พิทยศิริ : ถ้ารักชาติ ยิ่งต้องอ่าน เอ็มโอยู อัปยศ

ผมได้ข่าวว่ามีการเซ็นเอ็มโอยูระหว่างไทยกับสหรัฐเกี่ยวกับการให้สิทธิในการสำรวจ และขอสัมปทานเรื่องแร่หายากในประเทศไทยของสหรัฐ เป็นข่าวดังเมื่อสัปดาห์ก่อน ตามมาด้วยเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเล่าให้ฟังว่า จะมีพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติให้ตรวจสอบการเซ็นเอ็มโอยูทั้งสามฉบับ ตอนนั้นข่าวดังเกี่ยวกับเอ็มโอยูทั้งสามฉบับ จะดังก็เฉพาะเรื่องของแร่หายาก แต่เรื่องการสงบศึกระหว่างไทยกับกัมพูชา และข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทนเพิ่มเติม สังคมคงไม่ค่อยมีความเคลือบแคลงใจแต่อย่างใด คงมองไปในทางบวก ว่าเป็นความตั้งใจดี

แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นคนละเรื่องเลย ปัญหาส่วนหนึ่งก็คือ รัฐไทยทำอะไรเป็นความลับไปหมด เอกสารเซ็นเอ็มโอยูกับต่างประเทศ ถือเป็นความลับราชการ แต่สำหรับสหรัฐแล้ว เขาถือเป็นเรื่องที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นสื่อและสังคมไทยจะได้ยลโฉมเอ็มโอยู ก็ต้องไปรอคัดอ่านมาจากเว็ปไซด์ ทำเนียบรัฐบาลสหรัฐ หรือ WhiteHouse แปลกไหมละครับ ทำให้กว่าจะรู้รายละเอียดต่างๆ มันก็กินเวลาไปหลายวันหลังจากที่ท่านนายกอนุทินไปลงนามมาแล้ว

พอได้เห็นข้อความต่างๆ ในเอ็มโอยู โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับที่เป็นข่าวดัง และเมื่อลงไปศึกษารายละเอียดกับหน่วยงานของไทยที่รับผิดชอบ ทำให้ยิ่งทราบว่า เอ็มโอยูเรื่องแร่หายากที่สังคมกังวลว่าจะไปยก หรือประเคนประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้สหรัฐเกินสมควรนั้น ไม่ใช่เรื่องแบบนั้นเท่าไหร่เลย มันเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศโดยแท้ กล่าวคือไทยเราไม่ได้มีแร่หายากมากมายเท่าไหร่เหมือนประเทศจีนหรือออสเตรเลีย จากการสำรวจชนิดแร่ดูเหมือนว่ากระจายตัวเยอะประมาณสามแสนกว่าไร่ แต่กลับมีความเข้มข้นต่ำมาก ระดับที่ไม่น่าจะคุ้มค่าในการสำรวจ ถลุง และแปรรูปแต่อย่างใด ส่วนที่พอมีโอกาสจะคุ้มค่าคือมีระดับความเข้มข้นอยู่ในระดับ G1-G3 กระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณเพียงสองหมื่นกว่าไร่เท่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ต้องห้ามตามมาตรา 17 ของ พรบ.แร่

ธรรมชาติของแร่หายากจะอยู่เป็นชั้นซ้อนกับหินอัคนี หรือไม่ก็ชั้นแร่ดีบุก ซึ่งมันเป็นหินสันเขา ดังนั้นจะเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ พื้นที่อุทยาน เป็นพื้นที่ต้องห้ามตามกฎหมายของไทย (มาตรา 17) ไม่สามารถสำรวจและผลิตได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ อีกทั้งระดับความเข้มข้นถือว่ามีความเป็นไปได้ต่ำ คือระดับ G3 เท่านั้น เรียกว่าแม้จะมีโอกาสสำรวจเจอได้บ้าง ก็ไม่น่าจะคุ้มแต่อย่างใด

Advertisement

ดังนั้นในประวัติการสำรวจแร่หายากในไทย จึงแทบไม่เคยมีภาคเอกชนไทยหรือต่างชาติ ขออนุญาตสำรวจหรือได้รับสัมปทานมาก่อนแม้แต่รายเดียว กิจกรรมที่อ้างถึงว่ามีปริมาณถึงปีละ 16,000 ตัน ตามตัวเลขล่าสุดนั้น จึงเป็นเพียงกิจกรรมการนำเข้าแร่หายากจากออสเตรเลีย มาเลเซีย มาแต่งและแปรรูปแร่หายาก ในลักษณะของการขึ้นรูปเท่านั้น และส่งออกไปยังจีน และประเทศปลายทางอื่นๆ ผมได้ใช้เวลาหลายวันในการศึกษาเรื่องเหล่านี้ ทั้งกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งอยู่คนละกระทรวงกัน โชคดีที่ยังพอมีเส้นสายจะค้นหาข้อมูลในเชิงลึกได้ ที่มาเล่าให้เพื่อนผู้อ่านทราบ

สรุปไทยเราคงไม่ได้จะเสียประโยชน์อะไรกับการทำเอ็มโอยูแร่หายาก นอกจากจะสนองตอบความต้องการของสหรัฐที่ต้องการแสดงให้เห็นว่า เขาสามารถรวบทำเอ็มโอยู เพื่อได้สิทธิในการสำรวจหรือได้สัมปทานแร่เหล่านี้ ในทุกประเทศของภูมิภาคนี้ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางมาให้ครบทุกประเทศ เพื่อต่อรองกับทางการจีน ว่า ถ้าตกลงในการซื้อแร่หายากกับจีนไม่ได้ เขาก็มีโอกาสในการผลิตแร่หายากกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ประเทศไหนยอมให้สหรัฐเข้าถึงแร่หายาก ก็จะได้รับโอกาสลดภาษีการค้าต่างตอบแทนลง เหมือนอย่างญี่ปุ่นที่ได้รับการลดอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนลงจาก ร้อยละ 25 เหลือ 15 และแม้เกาหลีใต้ซึ่งไม่ได้มีแร่หายาก แต่ยอมในเรื่องการต่อรองอื่นๆ ก็จะได้รับการปรับลดอัตราภาษีลงเหลือเท่ากันกับญี่ปุ่น

แต่ประเทศไทย ได้เซ็นเอ็มโอยูแร่หายากแล้ว แต่ด้วยคงไม่ได้มีสภาพแร่หายากที่จะสำรวจและผลิตได้จริงจัง ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราไม่ได้รับการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนแต่อย่างใด หน้ำซ้ำยังเกิดเอ็มโอยูอีกฉบับซึ่งน่าจะเป็นข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อปรับปรุงข้อตกลงการค้าทางด้านภาษีศุลกากร ที่เมื่อได้โหลดอ่านจากเว็บไซด์ทำเนียบขาวแล้ว ผมในฐานะนักวิชาการและคนไทยที่รักชาติคนหนึ่ง ผมตกใจมาก เพราะจากเดิมที่สังคมคิดว่าคงไม่มีอะไร ที่เป็นอันตรายกับประเทศชาติ แต่กลับเป็นการประเคนสิทธิสภาพในอาณาเขตของประเทศไทย ให้กับทางการสหรัฐและผู้ประกอบการของเขาอย่างกว้างขวาง ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังต่อจากนี้

เอ็มโอยูฉบับนี้เรียกว่า Joint Statement on a Framework for A United-States – Thailand Agreement on Reciprocal Trade ก็คือข้อความตกลงร่วมกันสำหรับกรอบข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐกับไทย ซึ่งเริ่มต้นส่วนแรกก็ระบุเลยว่า ทางการไทยจะต้องขจัดการปกป้องทางการค้า (ที่ไม่ใช่อัตราภาษี) ที่กระทบผู้ประกอบการสหรัฐทั้งทางด้านอาหาร สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรม ออกไปให้ถึงร้อยละ 99 ของที่มีอยู่ ก็เสมือนต้องยกเลิกการปกป้องทางการค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ออกไปให้หมด (99%)

การปกป้องทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องเช่น การกำหนดโควตาการนำเข้า การควบคุมคุณภาพ มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัย การควบคุมแหล่งที่มาของสินค้า และแรงงานที่เกี่ยวข้อง การเชื่อมโยงกับแหล่งที่มาที่ต้องห้ามในนโยบายของประเทศ เช่น การมอมเมา หรือยาเสพติด มันเป็นความหมายที่กว้างมาก อาจจะเชื่อมโยงแม้ในบางเรื่องอาจไปเกี่ยวข้องกับนโยบายด้านการเงิน หรือการต่างประเทศ หรือทางด้านยุทธศาสตร์ในการป้องกันประเทศ ก็สามารถกำหนดเป็นนโยบายการปกป้องได้ สหรัฐก็ทำการปกป้องทางการค้าจำนวนมาก และน่าจะเยอะมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยเฉพาะเขาก็ใช้กับประเทศจีน แม็กซิโก เป็นต้น

สหรัฐเขากำหนดห้ามไทยมีมาตรการปกป้องทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีกับเขา เขาระบุต่อว่าประเทศไทยจะต้องยอมรับมาตรฐานสินค้าสหรัฐ ตัวสำคัญที่ส่งออกเยอะๆ อาทิ ยานยนต์ อาหารและยา และเอทานอล เสมือนเป็นมาตรฐานสินค้าไทย หมายความว่า สินค้าเหล่านี้ถ้าส่งมาประเทศไทย ไทยจะอ้างสินค้าเขาไม่ผ่านมาตรฐานการควบคุมของไทย ไม่ได้ ต้องยอมรับว่ามาตรฐานสินค้าเขา ผ่านข้อกำหนดของไทย นอกจากนั้นแล้วยังระบุอีกด้วยว่า ประเทศไทยจะไม่บังคับใช้บทลงโทษทางด้านศุลกากรกับสินค้าสหรัฐ นั่นหมายความว่าถ้าผู้ประกอบการสหรัฐทำผิดกฎหมายศุลกากรไทย ไม่ว่าข้อใด จะถือว่ายกเว้นจากการกระทำผิด ไม่ว่าจะสำแดงเท็จ ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงก็จะไม่สามารถไปเอาผิดหรือลงโทษได้

เอ็มโอยูฉบับนี้ ระบุข้อตกลงเบื้องต้นถึงขนาดนี้ ผมอ่านแล้ว ตกใจมากๆ ว่า รัฐบาลไทยไปยอมยกสิทธิสภาพในอาณาเขตแผ่นดินไทยให้กับสหรัฐแบบนี้ได้เลยหรือ คล้ายกับเราเคยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้กับประเทศตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 เลย ที่พระเจ้าแผ่นดินสยามต้องไปเจริญสัมพันธไมตรีเพื่อแก้ไขเรื่องเหล่านี้ กลายเป็นว่า เขาทำผิดกฎหมายไทย แต่ไม่ต้องได้รับโทษ ถือว่าเสียสิทธิสภาพในอาณาเขตหรือไม่ครับ

เอ็มโอยูฉบับนี้ เน้นการเขียนเกี่ยวกับเรื่องการปกป้องทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมากๆ โดยเฉพาะเน้นเรื่อง อาหารและสินค้าเกษตร เพราะเป็นสินค้าส่งออกที่มีปริมาณมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ประเทศไทยนอกจากจะต้องไม่มีการปกป้องทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทยแล้ว ยังต้องไปขจัดอุปสรรคหรือข้อขุ่นเคืองใจที่เกี่ยวกับการค้า โดยจะให้ยึดเพียงเกณฑ์ทางด้านวิทยาศาสตร์และความเสี่ยงเท่านั้น จะเอาเรื่องนโยบาย หรือเหตุผลทางธุรกิจ สังคม การเมืองมาเกี่ยวข้องไม่ได้ รัฐบาลไทยจะต้องยอมรับเอกสารที่รับรองโดยทางการสหรัฐโดยไม่มีเงื่อนไข

นอกจากนั้นแล้ว การขจัดการปกป้องทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ยังจะต้องรวมไปถึงการค้าและบริการออนไลน์ และการลงทุนด้วย จะต้องไม่เรียกเก็บภาษีการบริการออนไลน์ใดๆ หรือมีมาตรการที่จะกีดกันการให้บริการหรือจำหน่ายสินค้าออนไลน์ใดๆ ของสหรัฐ และจะต้องให้มีการถ่ายโอนข้อมูลทางด้านดิจิทัลข้ามประเทศอย่างอิสระ ไม่มีการควบคุมแต่อย่างใด จะไม่มีการกำหนดโควต้ากับอุตสาหกรรมฟิล์มและภาพยนต์ และลดข้อจำกัดการถือครองความเป็นเจ้าของของชาวสหรัฐในประเทศไทย จะไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการเรียกเก็บเงินจากบริการออนไลน์ของสหรัฐด้วยบัตรเดบิตที่ออกโดยสถาบันการเงินในประเทศไทย

ย่อหน้าสุดท้ายนี้เรื่องใหญ่มากๆ รัฐบาลไทยกล้าดีอย่างไรที่จะไปตกลงกรอบความคิดแบบนี้กับสหรัฐ รัฐบาลไทยไปตกลงจะไม่เรียกเก็บภาษีการบริการออนไลน์ ของสหรัฐ ทั้งๆ ที่มีมูลค่าธุรกรรมมหาศาลในขณะนี้ ไม่ว่าจะผ่านแพลตฟอร์มอย่าง FaceBook Google Amazon Microsoft และอื่นๆ อีกมากมาย ค่าโฆษณา ปีๆ  หนึ่งคนไทยผู้ประกอบการไทยซื้อบริการเขา จ่ายเงินออกไปโดยที่แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยเลยแม้แต่บาทเดียว โดยอ้างเรื่องอนุสัญญาภาษีซ้อนเท่านั้น แต่เรายังคงเหลือช่องทางที่จะไปเรียกเก็บภาษีการบริการออนไลน์ ได้เหมือนอย่าง มาเลเซีย หรือหลายประเทศทำ คราวนี้ด้วยเอ็มโอยูนี้ก็ไปตกลงว่าจะไม่เรียกเก็บในอนาคต ทั้งๆ ที่ผมเคยเรียกร้องแล้วว่า ฐานะการคลังที่อ่อนแอแบบนี้ ต้องริเริ่มมาเก็บภาษีธุรกรรมและบริการออนไลน์ได้แล้ว

ถ้าเราดูจีนเป็นตัวอย่าง เขาเป็นประเทศที่มีการปกป้องการค้าในประเทศที่ชัดเจน เขาไม่อนุญาตให้ Facebook เข้าไปประกอบการในประเทศเขา แล้วประเทศเขาก็ใช้ แพลตฟอร์มของเขาเองที่ชื่อ Weibo แพลตฟอร์มของเขาก็พัฒนาตนเองได้เป็นอย่างดี สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน พลเมืองได้จนน่าพอใจ เราควรพัฒนาแพลตฟอร์มของเราเองบ้างไหม

ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วครับว่า ปีๆ หนึ่ง เรามีธุรกรรมพวกนี้ น่าจะเป็นหลายๆ แสนล้าน เราเก็บภาษีได้แค่ภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงปีละ 6000 ล้านบาทเท่านั้น มันอนาถมากเลยครับ แถมยังจะต้องปล่อยการส่งผ่านข้อมูลดิจิทัลโดยที่ไม่สามารถไปควบคุมอะไรเขาได้เลย ทั้งๆ ที่อำนาจในการควบคุมข้อมูลดิจิทัล มันอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีชื่อย่อว่า PDPC มันมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการเฉพาะ รัฐบาลสามารถไปละเมิดความคุ้มครองตรงนี้ได้หรือ ถึงแม้ว่าไปทำข้อตกลงทางการค้าตาม เอ็มโอยูนี้จริง มันก็จะไปขัดแย้งกับกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือเปล่า ถ้าทำจริง คงจะต้องมีคนร้องว่าเป็นการดำเนินการที่ขัดกับกฎหมายไทยที่มีอยู่

ที่ผมเขียนมาเท่านี้ คงจะยาวกว่านี้มากไม่ได้แล้ว เพราะคนอ่านจะเบื่อว่ามันยาวเกินไป แต่ผมเขียนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เอาเรื่องอนาคตทางการเมืองของตัวเองเป็นที่ตั้ง หากมีข้อตกลงทางการค้าใดๆ ที่เขียนออกมาเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะก่อนหน้านี้ที่ทำโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ผมก็คงยอมรับไม่ได้เหมือนกัน ผมมั่นใจว่าผมมีความรักชาติเป็นตัวตั้ง ผมจึงหวังว่าบทความของผมจะเรียกร้องความสนใจของผู้อ่าน คนไทยที่รักชาติ สื่อมวลชน ร่วมช่วยกันตรวจสอบ เพื่อหวังว่ารัฐบาลจะไม่แปลงเอ็มโอยูฉบับนี้ เป็นข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทนเพิ่มเติมขึ้นมา แม้ว่าถ้าทำแล้วเราจะได้รับอัตราภาษีศุลกากรกับสหรัฐลงเหลือ ร้อยละ 15 หรือ 10 ผมก็คิดว่าไม่น่าสนใจเลย แม้แต่น้อย