นายกฯ มอบนโยบายปปง. บอกสังคมสนใจภารกิจปราบสแกมเมอร์ ลั่นเงินเทาฟอกอย่างไรก็เทา หากไม่เฉียบขาดโดนตราหน้าไม่มีผลงาน นานาชาติคว่ำบาตร ด้าน ‘ฉัตรชัย’ ขอสนับสนุนเอไอสู้อาชญากรรม เผยจัดการแล้ว 8 แสนบัญชีม้า
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
เมื่อนายกฯเดินทางมาถึง นายฉัตรชัยกล่าวถึงแผนงานสําคัญของ ปปง.ว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ปปง.ดําเนินการยึดทรัพย์ 2.9 หมื่นล้านบาท และดําเนินคดีอาญา 160 คดี ในส่วนที่เกี่ยวกับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูงหรือบัญชีม้า ได้ดําเนินการไปแล้ว 8 แสนกว่าบัญชี ทําให้มีวงเงินที่ได้จากการกระทําความผิดค้างอยู่ในบัญชี 3 พันกว่าล้านบาท ในส่วนนี้จะนําไปสู่กระบวนการคืนให้กับผู้เสียหายตามขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ สิ่งที่อยากจะขอสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการทํางานของ ปปง.เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะ 2 ฉบับ คือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุน ทางการเงินแก่การก่อการ และการแพร่ ขยายอาวุธที่มีอนุภาพทําลายล้างสูง ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายไทย ขณะเดียวกัน เราก็ต้องปฏิบัติตามกฎสากลที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องมีการประเมินการปฏิบัติ และส่งผลต่อการแซงก์ชั่น (มาตรการลงโทษ) กรณีที่เราไม่ปฏิบัติตาม
อีกประเด็นสําคัญที่อยากได้รับการสนับสนุนจากนายกฯ เนื่องจากขณะนี้การดําเนินการตรวจติดตามระบบยังไม่เท่าทันกับมิจฉาชีพ และเมื่อมีระบบเงินตราที่เปลี่ยนแปลงไป หรือวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น การรายงานทางธุรกรรมหลายประเภท หลายประเภทควรต้องมีระบบเอไอ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ เพราะ ปปง.ต้องเป็นหน่วยงานกลาง ที่เป็นฐานข้อมูลรองรับธุรกรรมทุกประเภท

ด้านนายอนุทินกล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้ก็ต้องขอบคุณที่ท่านได้เชิญให้ตนได้มาเยี่ยมสถานที่แห่งนี้ เพราะตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งก็ได้มีโอกาสพบกับประธาน ปปง.และเลขาฯปปง. 2-3 ครั้ง ได้ถามถึงภารกิจต่างๆ ซึ่งท่านก็มาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาลก็เลยได้มีการพูดคุยกันว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาพบกัน และดูการดำเนินงานของ ปปง. ซึ่งความเข้าใจตอนแรกตนคิดว่าสังกัดกระทรวงยุติธรรม จึงไม่ได้สั่งการใดๆ โดยตรง แต่หลังจากเข้ามาสังคายนาระบบภายในทำเนียบรัฐบาลก็ทราบมาว่า ปปง.เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับนายกฯ ซึ่งความจริงงานของท่านก็มีความสำคัญมาก
นายอนุทินกล่าวว่า แต่ว่าช่วงนี้ภารกิจงานของ ปปง.ได้รับการสนใจและเป็นที่สนใจของประชาชนและสังคมมากเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้ไม่มีอะไรดังไปกว่าสแกมเมอร์ เรื่องอาชญากรรมทางการเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งในธุรกรรมต่างๆ ของมิจฉาชีพและธุรกิจประเภทนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้กับภารกิจงานของ ปปง.เพราะทุกอย่างต้องฟอกเงิน เงินที่ไม่สะอาดเป็นเงินที่ไม่ไม่ใช่เทา แต่เป็นเงินดำ แต่ฟอกยังไงก็ยังเป็นดำ เพราะฉะนั้นตนในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงาน ปปง.ก็ต้องยอมรับว่ามีความกดดัน และได้รับความกดดันจากประชาชน และสังคมตลอดจนประชาคมนานาชาติสูงมากในเรื่องของการเกิดปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสแกมเมอร์เหล่านี้

นายกฯกล่าวอีกว่า ยิ่งถ้าเราดำเนินการไม่เฉียบขาด ไม่เต็มที่ มันไม่ใช่เฉพาะว่าเราจะถูกตราหน้าว่าเราไม่มีผลงาน แต่สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นคือการแซงก์ชั่น และถูกกีดกันจากนานาชาติซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราเป็นข้าราชการมีเงินเดือน เกษียณอายุยังมีเงินบำนาญมีกินมีใช้ กินอาหารได้ 3 มื้อ แต่เราต้องนึกถึงผู้ที่ทำมาหากินสร้างรายได้ด้วยว่าเขาจะทำอย่างไร


