หน้าแรก การเมือง โฆษกกลาโหม แจ...

โฆษกกลาโหม แจงไทยแค่ถอนอาวุธหนัก ไม่ได้ถอนกองกำลังป้องกันชายแดน

3.11.25 | 16:32 น.

โฆษกกลาโหม แจงไทยแค่ถอนอาวุธหนัก ไม่ได้ถอนกองกำลังป้องกันชายแดน พร้อมไล่ไทม์ไลน์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มาการกำหนด 13 พื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ทีม JCTF พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่ให้ชัดเป็นอธิปไตยใคร

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวความคืบหน้าจากผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา (Joint Declaration) และการประชุม JBC และ GBC โดยกล่าวว่า ในส่วนของการประชุม JBC และ GBC ที่ไปลงนามร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีประเทศไทย กับนายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา สืบเนื่องจากการเจรจาหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมพ.ศ.2568 เป็นผลให้มีแนวทางในเรื่องของการพูดคุยเจรจาเพื่อหาข้อตกลงว่าจะทำอย่างไรให้สภาพของชายแดนและพื้นที่ชายแดนนั้นกลับคืนสู่สภาวะปกติ และขอยืนยันว่าในเรื่องของการพูดคุยทั้ง Joint Declaration และการประชุม JBC และ GBC หัวใจสำคัญของการพูดคุยทั้งหมดนี้อยู่ที่ประชาชนว่าจะทำอย่างไรให้ฟื้นฟูหรือคืนความสงบให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน และพยายามฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง

โดยข้อแตกต่างระหว่าง JBC และ GBC นั้น GBC คือ มิติความมั่นคงในทุกๆ ด้านทั้งเรื่องทหาร-ความสงบสุขของประชาชน โดยมีกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเรื่องสภาพเศรษฐกิจและการฟื้นฟูในเรื่องการเกษตร ซึ่งทั้งหมดนี้คือมิติของการประชุม GBC ที่ครอบคลุมว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่ชายแดนกลับสู่สภาพปกติ และจะอยู่ร่วมกันอย่างไรอย่างมีความสุข ซึ่งนี้คือหัวใจของการประชุม GBC โดยมีกระทรวงกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนไฮไลต์สำคัญของการประชุม JBC คือเรื่องของการสำรวจเส้นเขตแดน กำกับดูเเลโดยกระทรวงการต่างประเทศดูแลกำกับเส้นเขตเเดน เมื่อ GBC และ JBC ทำงานร่วมกันนำไปสู่การลงนามร่วมกัน หรือ Joint Declaration

โดย GBC(General Border Committee) หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไประหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ผ่านมาไทย-กัมพูชามีการจัดตั้งมานานแล้ว ซึ่งมีการพูดคุยกันทุกปีและสลับกันเป็นเจ้าภาพ เป็นสมัยวิสามัญหรือสมัยพิเศษและมีข้อบังคับว่าการจะจัดประชุม GBC ได้เพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทำให้เราจำเป็นต้องใช้กลไกตรงนี้เพื่อจัดประชุม จึงเป็นที่มาของการประชุมสมัยวิสามัญเพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุยกันในเวทีเจรจา เพราะท้ายที่สุดนั้นคือการเจรจาจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการนำทั้ง 2 สู่สันติ

Advertisement

โดยการประชุม GBC วิสามัญครั้งล่าสุดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ได้มีการพูดคุยเจรจาหยุดยิงด้วยอาวุธทุกชนิด โดยกรอบการประชุมในครั้งนั้นเพื่อดำรงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมโดยรวม ให้ยุติการกระทำทุกประการ และไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องของเงื่อนไข 4 ข้อของไทย แต่เป็นการพูดคุยกันว่าเราจะหยุดยิงกันโดยไม่ใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้น และการวางกำลังต่างๆ ก็จะอยู่ในที่ตั้งนับตั้งแต่เวลาหยุดยิงในเวลา 24.00 น.ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และหลีกเลี่ยงใช้กำลังและวางเป้าหมายเป็นพลเมืองซึ่งนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไทยก็ได้รับความเสียหาย มีประชาชนบริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากจากเหตุปะทะ

จากนั้น พล.ร.ต.สุรสันต์ ได้ไล่ไทม์ไลน์การดำเนินการต่างๆ ที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมามีคำถามและความห่วงใยจากประชาชนว่าการถอนอาวุธในพื้นที่หมายความว่าเป็นการถอนกำลังทางการทหารตามแนวชายแดนทั้งหมดหรือไม่ จึงขอยืนยันว่าเป็นเพียงแค่การถอนอาวุธหนักเท่านั้น กองกำลังป้องกันชายแดนมีการวางกำลังอยู่ในพื้นที่เดิมอยู่แล้ว ไม่มีการถอนกำลังใดๆ และกำลังพลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนก็ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ และขอยืนยันว่าเรายังคงดำรงการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของ Joint Declaration นั้น ได้มีการสรุปภาพรวมว่าทั้ง 2 ประเทศ ตกลงกันให้ปฏิบัติการถอนอาวุธหนักตามที่มีการลงนามในวันที่ 31 ตุลาคม ทางกองทัพภาคที่ 2 และภูมิภาคทหารที่ 4 ฝั่งกัมพูชา ก็เลยมีการตกลงและลงนามกันในที่ประชุม RBC ในเรื่องแอ๊กชั่นแพลน ถอนกำลังในแต่ละเฟส อีกทั้งภารกิจของ AOT หากถามว่า ฝั่งกัมพูชาจะมีการถอนอาวุธจริงหรือไม่ คำตอบคือเรามีกลไกของ AOT อยู่ หากมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไทยหรือกัมพูชา ก็จะมีการรายงานไปที่ AOT เพื่อสร้างแรงกดดันไปให้อีกฝ่าย และเรายืนยันให้มีการตรวจสอบในเรื่องของการปฏิบัติ

ส่วนเรื่องเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง GBC ได้มีการบรรจุเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วยเหมือนกัน และวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา การจัดตั้งชุดประสานงานร่วมเฉพาะกิจ (Joint Coordinating Task Force) ขึ้นเพื่อประสานงานในพื้นที่ต่างๆ ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และจะจัดทำมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งแนวทางการปฏิบัติของทหารจะต้องมีการลงนามในเรื่องต่างๆ ที่ต้องเห็นพ้องร่วมกัน แต่ในวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการยินยอมให้จัดตั้งทีม JCTF และบรรลุข้อตกลง SOP ที่จะมีการปฏิบัติร่วมกัน โดยฝ่ายไทยก็ได้มีการเสนอพื้นที่นำร่องทั้งหมด 13 พื้นที่ ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แต่กัมพูชาไม่ได้มีการเสนอพื้นที่ใดๆ ซึ่ง 13 พื้นที่ทั้งหมดครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวชายแดน เช่น ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบ รวมถึงในพื้นที่กองกำลังจันทบุรีและตราด

กองกำลังกองทัพภาคที่ 2 มี 6 พื้นที่ และกองทัพภาคที่ 1 มีทั้งหมด 3 พื้นที่ และกองกำลังจันทบุรีและตราดทั้งหมด 4 พื้นที่ โดยในบางส่วนก็อาจมีการถูกขัดขวางโดยฝั่งกัมพูชาบ้าง แต่เราก็มีกลไกในเรื่องของการเจรจาเพื่อให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยพื้นที่ที่มีการตกลงกับทางฝั่งกัมพูชาที่ผ่านมา โดยเป็นการแบ่งเป็นพื้นที่ตามอธิปไตยของแต่ละฝั่ง โดยไม่ก้าวก่ายอีกฝั่งหนึ่ง

ส่วน Joint Declaration ได้มีการกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นไปตามแนวคิดของออตตาวา เพราะในช่วงที่ผ่านมามีการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถึงแม้จะไม่มีการปะทะ แต่ยังมีการปรากฏในเรื่องของการแอบวางทุ่นระเบิด จึงเป็นที่มาของการกำหนด 13 พื้นที่

ส่วนการบริหารพื้นที่ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บ้านหนองจานหรือพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จึงนำเรื่องทั้งหมดนี้ไปสู่การหารือที่จะทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลับมาสู่สภาวะปกติได้ ซึ่งได้มอบหมายให้ทาง JBC และกระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบการสำรวจเส้นเขตแดนให้ชัดเจนว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ของไทย