⦁…ใน “นิด้าโพลอีสาน” หากฟังจาก “กูรู-นักวิเคราะห์” ผลสำรวจที่ทุกคนสนใจเป็น “ยังหาที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้” ร้อยละ 32.40 และ “ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ร้อยละ 24.65” ประเมินกันว่าเป็นการถอยมาตั้งหลักของผู้ที่เลือก “พรรคเพื่อไทย” ครั้งที่แล้ว ที่เกิดอาการรับ “การตั้งรัฐบาลข้ามขั้วไม่ได้” แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนไปเลือกใคร เมื่อฐานใหญ่ของ “เพื่อไทย” คือ “อีสาน” การดึงคะแนนกระแสส่วนนี้คืน จึงเป็นภารกิจที่ “ซีเรียส”
⦁…เพราะเป็น “คะแนนกระแส” อันหมายถึงความนิยมในเชิง “อุดมการณ์” หรือ “ผลงาน” โฟกัสชัดเจนไปที่ “เสื้อแดง” อันเป็นภาพของ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” เข้มอยู่ ความหวาดระแวงว่าที่จะเข้ามาช่วงชิงเป็น “พรรคประชาชน” ที่ยืนหยัดหนักแน่นในแนวทางนี้ ดังนั้น “ยุทธศาสตร์เพื่อไทย” จึงมุ่งไปสู้กับ “พรรคประชาชน” เป็นหลัก การเปิดประเด็นให้เกิดภาพ “พรรคประชาชนข้ามขั้ว” ไปเลือกข้าง “ภูมิใจไทย” จึงดูเอาเป็นเอาตาย พร้อมๆ กับการเสนอ “คนรุ่นใหม่ใฝ่ประชาธิปไตย” ให้เป็นภาพที่ชัดเจนของ “เพื่อไทย” ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อได้แค่ไหน มีแต่ “เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”
⦁…ขณะ “พรรคประชาชน” ชั่วโมงนี้ตอกย้ำที่ “พร้อมและเอาจริงที่จะเข้ามาบริหารประเทศ” เดินหน้าขยายฐานแบบท้าทาย “ใบอนุญาตที่ 2” ในทางหากไม่ต้องการเห็น “ประเทศชาติล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา” ด้วย “อำนาจรัฐถูกควบคุมด้วยทุนเทา” ที่เข้ามาซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ด้วย “เงินมหาศาล” จาก “ธุรกิจอาชญากรรม” สารพัดรูปแบบ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเปิดทางให้ “พรรคประชาชน” ที่มีข้อมูลเรื่องนี้มากกว่าพรรคไหน และที่ผ่านมามีบทบาทในการต่อสู้ในระดับเป็นที่ยอมรับของ “นานาชาติ” ขณะที่พรรคอื่น “เละเทะคาสภาคาทำเนียบ” นั่งเสียวสันหลังวาบๆ กันทั่วหน้า
⦁…ทางหนึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นำทีมเสนอตัวเป็น “นายกรัฐมนตรี” และ “คณะรัฐมนตรี” อีกทางหนึ่ง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร-รังสิมันต์ โรม-รักชนก ศรีนอก และอีกหลายคนเดินหน้าเปิดโปง “ความเน่าเฟะ” ของเครือข่าย “ยาเสพติด-ค้าของเถื่อน-พนันออนไลน์-สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์-คอลเซ็นเตอร์” ที่โยงใยถึง “นักการเมือง ข้าราชการ” โดยเฉพาะ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่จำเป็นต้องล้างครั้งใหญ่ โดยผู้ที่ไม่กังวลเรื่อง “ลูบหน้าปะจมูก” ซึ่ง “พรรคประชาชน” เป็นตัวเลือกที่ “หวังได้มากกว่า”
⦁…ยิ่งมีการกำข้อมูลเลยลึกเข้าไปถึง “ธุรกิจที่ถูกใช้ฟอกเงิน” ไม่ว่าจะเป็น “อสังหาริมทรัพย์” และ “บริษัทในตลาดหลักทรัพย์” ที่โยงใยกับ “อีลิต” ทั้งหลายในสังคมไทย ย่อมพากันหนาวๆ ร้อนๆ กันเป็นแถวว่า ที่ชูคอเป็น “ผู้ประสบความสำเร็จในประเทศที่วิกฤตไปทุกด้าน” อยู่นี้ ความสำเร็จของใคร เป็นดอกใบของ “การฟอกเงินดำเนเทา” บ้าง ทุกคนต่างรู้ดีว่าข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบไม่ยากเลย และหากถูกเปิดขึ้นมายากจะตอบว่าจะ “เอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
⦁…เป็นเพราะภาพในอดีต และข้อจำกัดในการแก้ตัวในเรื่องราวของ “คอนเน็กชั่น” ปัจจุบัน ทำให้ ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า ตกเป็นเป้านิ่งให้ถูกถล่มหนักสุด ยิ่งไม่เลือกที่จะหาข้อมูลมาชี้แจงคัดง้าง แต่เลือกที่จะใช้ “อำนาจศาล” จัดการกับ “ผู้เปิดโปง” ซึ่งทำให้ถูกมองว่าเป็น “ฟ้องปิดปาก” ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเสี่ยงต่อการถูกมองว่าไปดึง “สถาบันตุลาการ” มาปกป้อง เรื่องที่ “โลกทั้งโลก” เรียกหาการจัดการที่เด็ดขาด
⦁…เพราะเป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่ “นานาชาติ” คาดหวังว่าจะร่วมมือกับ “วาระของโลก” ที่ต้องเคลียร์ “ภัยคุกคามต่อระบบเศรษฐกิจปกติ” และ “ชีวิตมนุษย์” จาก “ธุรกิจอำมหิตสะสมทุนทมิฬ” แม้ความสามารถของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะลีลาขั้นเทพในบทบาท “ผู้นำประเทศ” แต่แรงกดดันมหาศาลจากเสียงเรียกร้อง อาจจะทำให้ต้อง “หักกับคนกันเอง” ซึ่งเป็นบทที่ไม่ถนัด การเสนอภาพ “ผู้นำ” ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ให้เป็นความหวังของกระแส เป็นเรื่องที่น่าจับตาอย่างยิ่ง







