หน้าแรก การเมือง ดีอี จ่อออกพร...

ดีอี จ่อออกพรก. เครื่องมือปราบสแกมเมอร์-ผบ.ตร.รับเจ็บปวด ปมองค์กรถูกกล่าวหา เป็นอาชญากรรมขนาดใหญ่

6.11.25 | 14:08 น.

ดีอี จ่อออกพรก. เครื่องมือปราบสแกมเมอร์-ผบ.ตร.รับเจ็บปวด ปมองค์กรถูกกล่าวหา เป็นอาชญากรรมขนาดใหญ่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่า ด้วยความร่วมมือในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นายไชยชนก ชิดชอบ​ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวก่อนลงนามความร่วมมือ 15 หน่วยงานเพื่อประกาศสงครามกับสแกมเมอร์​ ว่า​ สิ่งแรกที่ได้กระทำคือ การยกระดับวอร์รูม​ที่ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และได้รับความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เกี่​ยวข้อง​ รวมถึงตัวแทนของธนาคารทั้ง 7 ธนาคาร​ โดยการประสานข้อมูลการกระทำต่างๆ ก่อนที่จะเกิดอาชญากรรมทางไซเบอร์​ โดยเรื่องไหนที่ปรากฏเป็นผลงานเป็นรูปธรรม​ จะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้แถลงชี้แจง​

ส่วนที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญคือ การยุติการเปิดบัญชีใหม่​ หรือเพิ่มขั้นตอนในการเปิดบัญชี​ให้ละเอียดมากขึ้น​ และที่มีการเพิ่มมาตรการไปแล้ว​ คือ​ การจำกัดจำนวนซิม​การ์ด​ ให้เหลือเพียง 5 ซิมต่อบุคคล หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติม ต้องขอเป็นการเฉพาะราย​ โดยบุคคลที่จะขอเพิ่มจำนวนซิมมากกว่า 5​ ซิม​ ต้องส่งชื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ​ ตรวจสอบก่อน​ และยังได้เพิ่มกฎระเบียบในการลงทะเบียนซิมด้วย​ เพื่อให้เท่าทันต่อเทคโนโลยีของฝ่ายสแกมเมอร์​

Advertisement

นายไชยชนก​ กล่าวต่อว่า​ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเรื่องของสัญญาณระหว่างประเทศ​ ที่ได้รับการยืนยัน และรับรองจาก​สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  ซึ่งไม่ได้นิ่งนอนใจในการตรวจสอบ​ เมื่อมีการเปิดปิดของสัญญาณเกิดขึ้น​ ก็จะตรวจสอบว่าสัญญาณเล็ดลอดได้อย่างไร​ และจะขออัปเดตข้อมูลใน 3 วันข้างหน้า​

นายไชยชนกกล่าวว่า ส่วนจุดเริ่มต้น​ของกระบวนการสแกมเมอร์ คือ​ ซิมบ็อกซ์ เป็นเครื่องมือรวบรวมสัญญาณให้สามารถใช้ในพื้นที่เดียว​กันได้ ที่ผ่านมามีกฎหมายขึ้นมากำกับดูแลเรื่องซิมบ็อกซ์ แต่ก็ยังคงมีการตรวจพบการกระทำที่ฝ่าฝืน​ ตอนนี้จึงอยู่ระหว่างการเชิญตัวแทนเข้ามาหารือร่วมกันเพื่อหาวิธีการป้องกัน​ ซึ่ง​ กสทช.ได้ออกระเบียบว่า แม้จะเป็นชิ้นส่วนที่แยกกันมาประกอบซิมบ็อกซ์​ ก็ต้องมีการลงทะเบียนชี้แจงที่มาและการนำเข้า เพื่อนำข้อมูลส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ​ ทำประวัติไว้​ เพื่อนำไปอ้างอิงหาจุดเริ่มต้นของกระบวนการสแกมเมอร์​ จากนั้นก็จะนำมาประกอบข้อมูลจาก operator ซิมการ์ด และธนาคาร

นายไชยชนก​ กล่าวถึงการดำเนินปราบบัญชีม้า​ ว่า​ หลังจากตรวจสอบแล้วว่าเป็นบัญชีม้าแถว 1 และแถว 2​ ผู้ที่มีรายชื่อจะสามารถเปิดบัญชีธนาคาร​ ได้อีกแค่ 1 บัญชี​ เพื่อใช้ในการครองชีพ​ และไม่สามารถเปิดบัญชีได้อีกจนกว่าคดีจะจบ​ ซึ่งกรอบอยู่ในระยะเวลา 3 ปี​ และหากพบการกระทำผิดซ้ำในช่วงเวลา 3 ปี นายกรัฐมนตรี​ ได้มอบนโยบาย​ ว่าบุคคลนั้นจะไม่สามารถเปิดบัญชีได้ตลอดชีวิต​ โดยนโยบายนี้​ อยู่ระหว่างการศึกษาและพูดคุยกัน

นายไชยชนก​ กล่าวว่า กระบวนการสแกมเมอร์จะเริ่มจากแพลตฟอร์ม การซื้อขายสินค้าออนไลน์​ โดยจะให้เอ็ตด้าไปดูเรื่องกระบวนการร่างกฎหมาย อันดับแรกจะต้องมีการยืนยันตัวตน หากจะมีการทำธุรกรรมซื้อขายออนไลน์​ หรือหากโดนรีพอร์ต​ก็จะต้องมีการยืนยันตัวตน​อีกครั้ง​ อีกส่วนหนึ่ง​ ที่จะมีการดำเนินการ​ จะมีการยกระดับ​ พรก.​ ให้สามารถมีเครื่องมือ และอุปกรณ์ตอบโต้กับกระบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้มากขึ้น​ ซึ่งตอนนี้​การจัดทำ​ พรก.ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากการที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเป็นนโยบายที่ถือว่าเรื่องการหลอกลวงโดยใช้ระบบเทคโนโลยี ถือเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจ และพี่น้องประชาชนอย่างมาก โดยยกให้เป็นวาระแห่งชาติ วันนี้สำนักงานแห่งชาติดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เกิดเวทีนี้ขึ้นมา ตลอดระยะเวลาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำงานมา เราทุกคนมุ่งมั่นเหน็ดเหนื่อยทุ่มเทสรรพกำลังในการทำงานสองมิติ คือ มิตินอกประเทศ ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ในประเทศไทย แต่เป็นนอกประเทศ เป็นการตั้งในลักษณะเป็นอาณาจักรที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราได้ประสานความร่วมมือกับตำรวจสากล และสหประชาชาติ
ทั้งนี้ การกระทำผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงไม่ว่าจะเป็นคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ หรือการค้ามนุษย์ มีความเกี่ยวโยง และสัมพันธ์กันโดยยกระดับความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องรับผู้หลบหนี หรือเราขอร้องกลับมาดำเนินคดีเพื่อสอบสวน ตนได้รับความร่วมมือจากทหาร ฝ่ายปกครอง ธนาคาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดีในการประสานงานกับต่างประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับประเทศดังกล่าวจะให้ความร่วมมือกับเรามากแค่ไหน

ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ส่วนมิติในประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแบ่งแยกออกตามหน้าที่คือการปราบปราม และการสืบสวนสอบสวน ซึ่งการป้องกันปราบปรามมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เราเห็นความสำคัญของการยกระดับการป้องกัน เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้าเน้นแต่การปราบปรามอย่างไรก็ต้องถูกหลอก เพราะปราบปรามคือผลแต่เราไม่ได้ทำต้นเหตุ ซึ่งองค์กรอาชญากรรมที่เกิดขึ้น องค์ประกอบในการกระทำคือ คน สายเสาที่ส่งสัญญาณทั้งทางไซเบอร์ และสัญญาณโทรศัพท์ รวมถึงซิม ถ้าเราทำลายองค์ประกอบเหล่านี้ได้ ตนมั่นใจว่าความร่วมมือในวันนี้จะเกิดผลสำเร็จแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ตนให้นโยบายกับสำนักงานแห่งชาติ ว่าอะไรที่เป็นแขนขาเราต้องตัด

“ทุกองค์กรมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ตำรวจที่เป็นคนไม่ดี ผมยืนยันกับทุกคนว่าถ้าปรากฏข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือผู้ใดก็ตาม ผมจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดไม่มีการช่วยเหลืออย่างแน่นอน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับผมว่าไม่ว่าเป็นใครก็ตามให้ดำเนินคดีให้หมด ผมก็ขอยืนยันด้วยตัวตนของผมว่าจะเด็ดขาดกับผู้ที่กระทำผิดเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่บั่นทอนความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง วันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังถูกพายุกระหน่ำโจมตีถูกกล่าวหาจากบุคคลภายนอก ว่าตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ในประเทศไทย ผมขีดเส้นใต้คำว่าการกล่าวหาว่าตำรวจเป็นองค์กร นั่นหมายความว่าเป็นการกล่าวหาตำรวจทั้งประเทศ และเป็นการกล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่รุนแรงมาก ถามว่ารู้สึกอย่างไรต้องบอกว่ารู้สึกเจ็บปวด แต่ผมอดทนตั้งสติ และทำงานจากการถูกโจมตีลักษณะนี้มาตลอด แต่การกล่าวหาอย่างรุนแรงเช่นนี้ ผมเชื่อว่าตำรวจทั้งประเทศรับไม่ได้ จะกล่าวหากันอย่างไรก็ว่ากันไปตามกระบวนการของกฎหมาย แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้คำมั่นสัญญากับนายกรัฐมนตรี ว่าเราจะมุ่งมั่นทำงานก้มหน้าก้มตา และจะปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจนี้ให้บังเกิดผลตามนโยบายของรัฐบาล และความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน” ผบ.ตร. กล่าว