หน้าแรก การเมือง จุลพันธ์ ติง ...

จุลพันธ์ ติง รบ.อย่าใช้รธน.เป็นตัวประกัน แทงกั๊กยื่นซักฟอก ชี้ต้องเปลี่ยนนายกฯ ปราบสแกมไม่คืบ

7.11.25 | 13:15 น.

จุลพันธ์ ติง รบ.อย่าเอา รธน.มาเป็นตัวประกัน แทงกั๊กยื่นซักฟอก ชี้ขอดูเวลาเหมาะสม ลั่นต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ เหตุทำงานไม่ตอบโจทย์

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ระบุว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจจะมีการยุบสภา เพราะไม่อยากถูกด่าฟรีว่า ตนมองว่าช่วงนี้นายกฯอาจจะอารมณ์ร้อน แต่กระบวนการตามระบบประชาธิปไตยในการยื่นญัตติ เช่น มาตรา 151 คือการตรวจสอบรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องด่าหรือไม่ด่า พวกตนตรวจสอบเพราะเป็นฝ่ายค้าน และเมื่อใครเป็นฝ่ายค้าน กระบวนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เป็นเรื่องปกติตามระบบประชาธิปไตย

ฉะนั้นอยากให้รัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องการตรวจสอบ เป็นการตรวจการบ้าน และหากมองว่าประพฤติถูกต้อง ไม่มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องที่เขาว่ากันว่าปัดเป่าทั้งคดีฮั้ว ส.ว. เขากระโดง ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่ต้องห่วง

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ถ้าอภิปรายไปแล้วยังเป็นหนังเรื่องเก่า เนื้อเรื่องเก่า ก็เป็นความเสียหายของฝ่ายค้านที่จะดำเนินการในการอภิปราย และเป็นเวทีเปิดสภาไม่ใช่พูดแค่ฝั่งเดียว พวกตนอภิปรายได้ ท่านก็สามารถตอบได้ หากตอบได้เคลียร์ ตอบได้ชัด ก็เป็นโอกาสของรัฐบาลในการชี้แจงทำความเข้าใจ ไม่ใช่แค่กับสภาเท่านั้น แต่กับประชาชนชาวบ้านที่ได้ฟังด้วย อย่าไปมองว่าเป็นเรื่องการไปด่าหรือไม่ด่ากัน แต่ที่จริงแล้วเป็นเรื่องการตรวจสอบตามระบบ และตนก็ต้องมองหลายสิ่งหลายอย่าง อย่างแรกคือข้อมูลการกระทำความผิดนั้นสมบูรณ์หรือยัง สำเร็จหรือยัง มีการดำเนินที่ผิดพลาดโดยรัฐบาลจริงหรือไม่ ตนก็ต้องดู

นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่า และต้องมองเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญประกอบด้วย เพราะวันนี้กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปอย่างช้าๆ ซึ่งตนอยู่ในกรรมาธิการด้วย มองว่าโอกาสที่จะสำเร็จเป็นไปได้น้อย เพราะบรรยากาศในที่ประชุมการอภิปรายของแต่ละฟากฝั่งอ่านกันออกว่าโอกาสที่จะผ่านวาระ 3 มีมากน้อยเพียงใด หากติดตามบันทึกการประชุม ซึ่งไม่ใช่ความลับ เป็นที่เปิดเผย จะรู้ว่าใครพยายามผลักดันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมันติดขัดอะไร

Advertisement

สุดท้ายไม่อยากให้รัฐบาลเอาเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกัน เพราะพวกตนต้องดูผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พวกเราคำนึงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันนี้แน่นอน ตนเชื่อว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนถึงแม้จะเข้าสู่กระบวนการ MOA และตั้งรัฐบาลมา เขาก็ต้องดูเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน และดูความคาดหวัง ความสำเร็จมีมากน้อยเพียงใด หากทิศทางเป็นไปได้ยาก ในการจะผ่านแนวโน้ม MOA มันไม่สำเร็จก็เป็นไปได้ อาจจะมีกระบวนการมาพูดคุยกัน เรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งพวกตนยืนยันว่า เราคำนึงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มันไม่สามารถหยุดการทำงานของพวกเราในการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และการปัดเป่าคดีต่างๆ

เมื่อถามว่าหากเปิดสมัยประชุมหน้าวันที่ 12 ธ.ค. จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเลยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยังไม่มี ไม่ได้พูดคำนั้น และยังไม่มีข้อสรุป ทางพรรคต้องมีการประชุมหารือกันกับผู้ใหญ่หลายคน เพื่อจะมาดูว่าความเหมาะสม และจังหวะเวลาคืออะไร จะดำเนินการหรือไม่ อย่างไรต้องมาดูกันอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าที่บอกว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้า ปัจจัยเกิดจากอะไร นายจุลพันธ์กล่าวว่า ในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนพูดแต่แรกว่ากรอบเวลา 4 เดือนกระชั้น กฎหมายประชามติกำหนดว่าการทำประชามติ เมื่อรัฐสภาส่งเรื่องไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 60 วันไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างน้อยต้องมีระยะเวลาที่ถอยร่นมา กระบวนการลงมติวาระ 2 และวาระ 3 รัฐธรรมนูญกำหนดต้องห่างกัน 15 วัน ฉะนั้นพวกตนคำนวณมาตั้งแต่ต้น และพูดในวันอภิปรายวาระ 1 ควรจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 18-19 พ.ย.เพื่อลงมติวาระ 2 ช่วงวันที่ 20 พ.ย. และวันที่ 8 ธ.ค. ลงมติวาระ 3 เพื่อที่การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทันกรอบเวลา แต่ดูการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการบางฝ่ายยังไม่เร่งรัดอย่างที่เราต้องการ พวกตนพยายามเร่งรัด ก็ดูจะเชื่องช้านิดหนึ่ง รวมถึงข้อคิดเห็นในลักษณะที่เป็นอุปสรรค เช่น มีบางฝ่ายเสนอว่ากรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการครบถ้วนแล้วก่อนไปลงประชามติ ต้องให้ความเห็นชอบในรัฐสภา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อยากให้คงสัดส่วนสมาชิกวุฒิสภาในการเห็นชอบ 1 ใน 3 ไว้ เมื่อฟังแบบนี้ก็รู้แล้วว่าโอกาสยาก เพราะเราเห็นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เสียง 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภาเป็นปัญหามาตลอด เป็นจำนวนที่เราหาลำบาก

เมื่อถามถึงกรณีที่เรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่อาจจะถูกโจมตีเรื่องสแกมเมอร์ ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ออกมาเรียกร้องให้นายกฯปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกจากตำแหน่ง

นายจุลพันธ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ดำเนินการเรื่องปราบสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น ซึ่งนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้ที่สามารถลดปริมาณลง 40% ของสแกมเมอร์ในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปรากฏว่าหลังจากที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล ในช่วงแรกพรรคเพื่อไทยก็จับตาดู เพราะตัวเลขความเสียหายของประชาชนเริ่มสูงขึ้น ซึ่งเมื่อมีรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม ก็ปรากฏว่ากระบวนการที่จะเข้าไปดำเนินการอย่างจริงจังกลับไม่เห็น ซึ่งเราจะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดและจะเร่งรัดให้รัฐบาลไปดำเนินการในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์

พวกเราไม่ได้พุ่งเป้าไปพรรคใด ไม่ได้บอกว่าเป็นพรรคของ ร.อ.ธรรมนัส หรือพรรคของนายอนุทิน ซึ่งตนเข้าใจว่าข้อเรียกร้องของคุณโรมคือให้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรี แต่ตนมองว่าต้องเปลี่ยนที่ตัวนายกฯนั่นแหละ เพราะว่ากระบวนการในการทำงานของท่านนายกฯที่ผ่านมา ไม่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้