หน้าแรก การเมือง ไทยเซ็นข้อตกล...

ไทยเซ็นข้อตกลง ขายข้าวสิงคโปร์ 1 แสนตันใน 5 ปี พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ดูแลผู้สูงอายุในเมือง

7.11.25 | 13:21 น.

‘ไทย-สิงคโปร์’ แลกเปลี่ยนความตกลงข้าว-สาธารณสุข

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 8 พฤศจิกายน (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชม.) ที่กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และนายลอว์เรนซ์ หว่อง (H.E. Mr. Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ รวม 2 ฉบับ

ประกอบด้วย 1.บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (Memorandum of Cooperation on Rice Trade between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Republic of Singapore) ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency : SFA)

โดยมีสาระสำคัญเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคและส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศ ไทยตกลงจะจำหน่ายข้าวให้แก่รัฐบาลสิงคโปร์ ในปริมาณสูงสุดไม่เกิน 1 แสนตัน ตลอดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี โดยถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือระหว่างไทย-สิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมสร้างกลไกความร่วมมือด้านการค้าอย่างเป็นระบบ และเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกข้าวไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ได้มากขึ้น

Advertisement

2.บันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง (Memorandum of Understanding on Capacity Building for Healthcare Leadership in Urban Ageing Care) ระหว่างสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กับ Singapore Health Services เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรม และการฝึกอบรมด้านการดูแลผู้สูงอายุแบบไร้รอยต่อ อันจะช่วยพัฒนาทักษะและศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทย ให้สามารถเป็นผู้ฝึกสอน (coach) ถ่ายทอดความรู้และเสริมสมรรถนะของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายหลังพิธีแลกเปลี่ยนความตกลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ร่วมกันแถลงข่าว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ นายกฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พร้อมขอบคุณในไมตรีจิตและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่มอบให้ การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญและเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยและสิงคโปร์เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ซึ่งความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศใกล้ชิดทุกระดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามฝ่ายไทย และ Ms.Grace Fu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ ลงนามฝ่ายสิงคโปร์

โดยบันทึกความร่วมมือฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และขยายความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างสองประเทศ โดยรัฐบาลไทยตกลงที่จะขายข้าวให้แก่รัฐบาลสิงคโปร์ ในปริมาณสูงสุดไม่เกิน 1 แสนตัน ตลอดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี

ทั้งนี้ การซื้อขายจะดำเนินการตามหลักปฏิบัติทางการค้าสากล และในราคาตลาดโลกขณะนั้น ภายใต้บันทึกความร่วมมือ กระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศ และกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ มอบหมาย Singapore Food Agency (SFA) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ โดยบันทึกความร่วมมือฉบันนี้มีผลเป็นระยะเวลา 5 ปี และสามารถต่ออายุได้ตามความเห็นชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

“แม้ปริมาณข้าวภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้จะมีปริมาณ 1 แสนตัน ซึ่งอาจไม่มากเมื่อเทียบกับการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะเป็นการวางรากฐานในการยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรไทยสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในมิติของ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของโลกในปัจจุบัน การที่รัฐบาลไทยสามารถจัดทำความร่วมมือแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลกับสิงคโปร์ ซึ่งมีระบบจัดการอาหารและมาตรฐานคุณภาพสูงได้ สะท้อนถึงศักยภาพ ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพของสินค้าเกษตรไทย

โดยความร่วมมือครั้งนี้ยังถือเป็นครั้งแรก ที่รัฐบาลทั้งสองประเทศร่วมกันจัดทำความร่วมมือในลักษณะนี้ สะท้อนถึงความไว้วางใจในข้าวไทยและระบบจัดการสินค้าเกษตรของไทย และยังนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมเสถียรภาพด้านอาหารของอาเซียน ไทยพร้อมเป็นพันธมิตรที่มั่นคงในการส่งมอบข้าวคุณภาพสูง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค และสร้างประโยชน์ร่วมให้แก่เกษตรกรและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ” นางศุภจีกล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังเปิดเผยแนวทางในอนาคตว่า แนวคิดของความร่วมมือ ในลักษณะนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงเฉพาะข้าวเท่านั้น แต่จะขยายความครอบคลุมไปยังสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทยในอนาคต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางการค้าใหม่ๆ รวมถึงจะขยายความร่วมมือไปยังประเทศคู่ค้ารายอื่นในภูมิภาคและนอกภูมิภาค ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Hub) ของภูมิภาคอย่างแท้จริงต่อไป

ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นตลาดข้าวที่มีศักยภาพของไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารจากข้อจำกัดของพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ไม่มีการเพาะปลูกข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวเพื่อบริโภคและสำรองเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

การลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างไทยและสิงคโปร์ จึงมีความสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพด้านอาหารของสิงคโปร์ และยังช่วยยืนยันบทบาทของไทยในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวคุณภาพสูงที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคงต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นในการแสดงให้เวทีโลกเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการเป็น Food Security Hub

สำหรับสถิติการส่งออกข้าวของไทยไปสิงคโปร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) ไทยส่งออกข้าวไปสิงคโปร์แล้วปริมาณ 90,031 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มีปริมาณ 85,742 ตัน โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย (ร้อยละ 49.99) ข้าวขาว (ร้อยละ 29.04) และ ข้าวหอมไทย (ร้อยละ 16.26) ตามลำดับ ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยเป็นแหล่งนำเข้าข้าวอันดับสามของสิงคโปร์ มีส่วนแบ่งตลาด ร้อยละ 22.34 รองจากอินเดีย (ร้อยละ 42.82) และเวียดนาม (ร้อยละ 28.10)