หน้าแรก การเมือง ‘อนุทิน ชาญวี...

‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ แตกหักรัฐธรรมนูญ

9.11.25 | 09:55 น.
‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ แตกหักรัฐธรรมนูญ

ถ้าเอาทางออกของประเทศเป็นเป้าหมาย

ย่อมรับรู้กันอยู่ว่า วิกฤตชาติเริ่มจาก “รัฐธรรมนูญ 2560” การนำอำนาจของ “รัฐซ้อนรัฐ” เข้าไปใส่ไว้ในบทบัญญัติ พร้อมกับสถาปนาองค์กรที่ไม่ยึดโยงประชาชนเข้ามาใช้อำนาจดังกล่าว โดยมีเจตนาควบคุมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะให้ใครอยู่ จะให้ใครพ้นไป ตัดสิทธิการเมืองกี่ปี หรือตลอดชีวิต หรือถึงขั้นติดคุกติดตะราง ยึดทรัพย์สมบัติ ได้ทันทีเพียงแค่กระดิกนิ้ว

ไม่เพียงเท่านั้น ในการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาลจำเป็นต้องมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ แต่กลับกลายเป็นว่า หากอำนาจสถาปนาไม่เห็นดีเห็นงามกับนโยบายใดของรัฐบาล มีอำนาจที่จะจัดการ หรือว่าให้ถึงที่สุด ขัดขวางไม่ให้การดำเนินนโยบายนั้นสำเร็จ หรือล้มล้างการสร้างผลงานของรัฐบาลได้ง่ายๆ

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนล้วนมีสภาพ “เป็ดง่อย”

พรรคประชาชนที่มีเป้าหมายจะเข้ามาเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า จึงวางภารกิจว่าต้องแก้ไขหรือเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อปลดล็อกสภาพ “เป็ดง่อย” ให้อย่างน้อยมีอิสระพอจะทำนโยบายที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการนำประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรือง ให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมีความหวังที่จะอยู่ดีมีสุขได้บ้าง

Advertisement

จังหวะที่เลือกสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนตั้งเงื่อนไข ต้องร่วมเริ่มต้นแก้รัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อปลดล็อกการควบคุมนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนให้ต้องอยู่ในสภาวะ “ไร้เสถียรภาพ” การบริหารประเทศต้องเหลียวหน้า พะวงหลังอยู่ตลอดเวลา

ในฐานะพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วยกัน “พรรคเพื่อไทย” เข้าร่วมในภารกิจแก้ไขรัฐธรรมนูญเต็มที่

เมื่อ 3 พรรคใหญ่เห็นดีเห็นงามร่วมกัน แม้จะมีเสียงคัดค้านจากคนบางจำพวกที่ไม่ศรัทธาในอำนาจประชาชนจะแสดงตัวมาคัดค้านบ้าง แต่มีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่า 3 พรรคการเมืองใหญ่จะนำพาวาระที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดของชาติบรรลุเป้าหมาย นำการบริหารประเทศสู่ความหวังในประสิทธิภาพเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในสากลโลกได้ อย่างน้อยก็ระดับหนึ่ง

แต่แล้วอุปสรรคที่ไม่ควรเกิดก็เกิดขึ้นจนได้

รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เริ่มต้นมาดีงาม ทั้งจากความโดดเด่นของรัฐมนตรีคนนอก และการเล่นกับกระแสชาตินิยมอย่างเป็นมวย ทำให้เกิดจินตนาการกว้างขวางว่าแม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หากสร้างผลงานดีงามสำเร็จ ประชาชนอาจจะหนุนส่งให้อยู่ยาวไปหรืออย่างน้อยลอยลำกลับมาหลังเลือกตั้งได้ไม่ยากนัก

ทว่าไม่ทันไร กลายสภาพเป็น “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา” ซะงั้น จากการจัดการกับเครือข่าย “สแกมเมอร์” ที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลก และดูท่าจะมีศูนย์กลางการฟอกเงินอยู่ในประเทศไทยเรา ที่ “อนุทิน” ขยับในระดับที่ประชาชนทั่วไปรับไม่ได้

เกิดแรงกดดันให้ “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคประชาชน” ต้องยื่น “อภิปรายไม่ไว้วางใจ”

ซึ่งแรงกัดดันที่ตามมาคือ เท่ากับการบังคับให้ “นายกฯอนุทิน” ต้องยุบสภาชิ่งหนีไปก่อนที่จะมีการยื่นอภิปราย เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความเสี่ยงที่จะต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีไว้

ความสำคัญของ “ยุบสภา” ก่อนวาระที่ร่วมกันวางแผนไว้คือ “การแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่” จบเลย

เท่ากับความหวังจะเคลียร์ต้นเหตุ “วิกฤตชาติ”

ดับวูบทันที