เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ส่งตัว นิสิต สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช.บุกโรงแรมรอยัล คลิฟบีช พัทยาเมื่อปี 2552 เข้าเรือนจำพิเศษพัทยา รับโทษจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา ปรับ 200 บาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกา
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า คดีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) นำมวลชนกลุ่มคนเสื้อแดง บุกไปการล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพเมื่อ ปี 2552 ซึ่งจัดขึ้นที่ โรงแรมรอยัล คลิฟบีช รีสอร์ท เมืองพัทยา ก่อนที่อัยการศาลจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง กับพวก ในข้อหาร่วมกันขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ไม่ให้มีการชุมนุมเกินกว่า 10 คนขึ้นไป และผิด พ.ร.บ.จราจร พ.ศ.2522
โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 ศาลจังหวัดพัทยาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลยที่เป็นแกนนำ นปช.ทั้ง 12 คนและให้ออกหมายจับ จำเลยที่หลบหนีไม่มีฟังคำพิพากษา
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม (กก.3 บก.ป.) จับกุมนายนิสิต สินธุไพร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.ร้อยเอ็ด และอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 618/2562 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ที่หลบหนีคำพิพากษา จากนั้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวนายนิสิต สินธุไพร ส่งศาลจังหวัดพัทยา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนี้เป็นคดีที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้ลงโทษนายนิสิต เป็นเวลา 4 ปี และปรับ 200 บาท
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ในส่วนของโทษจำคุกและโทษปรับ
ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนในส่วนของนายนิสิต สินธุไพร จำเลยที่ 5 แต่จำเลยที่ 5 ไม่มาศาลตามนัด ศาลจังหวัดพัทยาจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลยที่ 5 ไปเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562
และออกหมายจับจำเลยที่ 5 มาปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 2568) จำเลยที่ 5 เข้ามอบตัวตามหมายจับพร้อมทนาย สอบแล้วรับว่าเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีนี้จริง จึงให้รับตัวไว้ และให้จำเลยที่ 5 ทราบผลตามคำพิพากษา และออกหมายจำคุก คดีถึงที่สุด
และส่งตัวนายนิสิต จำเลยที่ 5 ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษพัทยา ตามคำพิพากษาศาลฎีกา

