หน้าแรก การเมือง พริษฐ์ ปัด ตั...

พริษฐ์ ปัด ตั้งธงคุมกลไกแก้รธน. ตามร่างปชน. ย้ำพยายามหาฉันทมติ เชื่อ 12 พ.ย.ได้ข้อสรุป

10.11.25 | 12:27 น.

‘พริษฐ์’ ปัดตั้งธงคุมกลไกแก้ รธน. ตามร่าง ‘ปชน.’ ย้ำพยายามหาฉันทมติ หลังมีข้อเสนอหลายแนวทาง เชื่อ 12 พ.ย.นี้ ได้ข้อสรุป และพร้อมเดินหน้าต่อ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณารัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการประชุม กมธ.ที่สะดุดซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนพยายามควบคุมให้เป็นไปตามโมเดลที่เสนอ ว่า ไม่ได้เป็นธงแบบนั้น แต่แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายมีความเห็นว่าข้อดีของร่างแก้รัฐธรรมนูญที่เสนอเป็นอย่างไร ยิ่งพอรัฐสภามีมติให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ทำให้ยิ่งต้องมีหน้าที่อธิบาย หลักการและเหตุผลให้ กมธ.เห็นคล้อยตาม ตนพูดตั้งแต่วันแรกของการประชุม กมธ.ในฐานะผู้เสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญว่า เข้าใจดีว่าแต่ละคนมีมุมมองที่ต่างกัน สิ่งที่อยากให้ กมธ.แสวงหาคือฉันทามติของทุกฝ่าย เพราะรู้ว่ากรณีผ่านวาระสามไปได้ ไม่ใช่จะใช้เสียงข้างมากของรัฐ แต่ต้องได้ 20% ของฝ่ายค้าน และ 1 ใน 3 ของ ส.ว.ด้วย และแม้ผ่านวาระ 3 ไปได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนด้วย

ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่จะคลอดออกมาต้องตอบ 2 โจทย์คู่ขนาน คือ ได้ฉันทามติของรัฐสภาระดับหนึ่ง และตอบโจทย์เพียงพอที่ประชาชนจะลงคะแนนเห็นชอบตอนประชามติด้วย การทำงานของผมที่ผ่านมาไม่ได้เอาความเห็นของตนเองเป็นใหญ่ แต่พยายามแสวงหาฉันทามติใน กมธ.ในประเด็นที่เห็นต่างกัน หากหาข้อสรุปร่วมกันได้โดยไม่ลงมติได้ก็ดี แต่หากจำเป็นต้องลงมติ เพราะมีประเด็นที่ต้องลงมติเพื่อหยั่งเสียงว่าแต่ละฝ่ายมีมุมมองเห็นต่างกันมีผู้สนับสนุนเท่าไร” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีประเด็นที่เป็นข้อเห็นต่างระหว่างมีผู้ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียว โดยไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นายพริษฐ์กล่าวว่า ร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่เป็นฉบับหลัก เป็นผู้ร่างชั้นเดียว คือ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมให้ประชาชนคัดมาก่อน 70 คน จากนั้นให้รัฐสภาคัดเหลือ 35 คน โดยใช้วิธีการเสนอชื่อตามสัดส่วน ให้ ส.ส.และ ส.ว. รวมกลุ่ม 20 คน เสนอผู้ร่าง 1 คน เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้เสียงข้างมากลากไป ส่วนอีกกลไกคู่ขนาน คือ สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้มาจากการเลือกตั้งทางตรง เพราะเห็นว่าคำวินจิฉัยศาลรัฐธรรมนูญห้ามเฉพาะประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง แต่สภาที่ปรึกษาไม่มีอำนาจในการทำเนื้อหา จึงสามารถมาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าวเป็นโมเดลคู่ขนานที่เป็นไปตามข้อจำกัดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดียอมรับว่ามีมุมมองที่แตกต่างกัน บางฝ่ายเห็นด้วยกับ กมธ.ชั้นเดียว แต่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งทางอ้อม อีกฝ่ายเห็นว่าควรมี ส.ส.ร. แต่งตั้งจากรัฐสภาทั้งนี้ที่ประชุมได้ถกกันหลายความเห็นว่ามีข้อดีข้อเสียต่างกัน

ต่อข้อถามว่าเหตุผลการประชุม กมธ.ครั้งที่ผ่านมาลงมติไม่ได้ เพราะแต่ละฝ่ายยืนยันความเห็นคนละฝั่งหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่ลงมติไม่ได้ ที่ผ่านมาพยายามมองว่าอะไรที่ตรงกัน และหากได้ฉันทมติจะเดินหน้าได้โดยไม่ลงมติ แต่หากจำเป็นต้องลงมติ เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องทำเพื่อให้รู้ว่าแต่ละทางเลือกมีผู้ที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในการประชุมวันที่ 12 พ.ย.นี้ ประเด็นที่เห็นต่างกันจะหาข้อสรุปได้ในทางใดทางหนึ่ง

Advertisement

เมื่อถามว่ากรณีที่โมเดลของผู้ร่างรัฐธรรมนูญเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จะปรับหรือลดทอนหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าววว่า มุมหนึ่งต้องยืนยันว่าสิ่งที่เสนอนั้นไม่ขัดแต่อีกมุมเข้าใจว่ามีความกังวล ดังนั้นจึงเป็นความพยายามทำความเข้าใจว่า ฝ่ายที่กังวลนั้นกังวลเรื่องใด สามารถคลายข้อกังวลได้หรือไม่ หากคลายกังวลไม่ได้จะปรับร่างรัฐธรรมนูญเป็นแบบไหนที่ยังคงหลักการที่ยึดถือและคลายกังวลด้วย และเป็นความพยายามหาฉันทามติในชั้น กมธ.คือสิ่งที่เราต้องการบรรลุให้ได้มากที่สุด และทำให้เป้าหมายการทำงานเสร็จภายในเดือน พ.ย.นี้

เมื่อถามว่าขณะนี้โมเดลของพรรคประชาชนได้แนวร่วมมากน้อยแค่ไหน นายพริษฐ์กล่าวว่า หากจะสรุปเวลานี้คงยาก เพราะแต่ละคนอภิปรายประเด็นที่หลากหลาย มีบางประเด็นที่ กมธ.เห็นด้วย บางประเด็นไม่เห็นด้วย ดังนั้นหน้าที่ของคณะทำงานนพยายามดูว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่คุยกัน ตนเชื่อว่าใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว โดยวันที่ 12 พ.ย.นี้ จะได้ข้อสรุปที่ยังเห็นต่างกัน ไม่ว่าข้อสรุปเป็นเช่นไรทุกฝ่ายพร้อมเดินหน้า

เมื่อถามย้ำว่าจะมีทางสายกลาง ที่ไม่มีถือธงนำเฉพาะของพรรคประชาชน หรือฝั่งใดอย่างเดียวหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เป้าหมายคือพยายามหาฉันทมติจากทุกฝ่าย ที่มีหลักการสำคัญของตนเองจะหาจุดกึ่งกลางที่เป็นที่ยอมรับขอทุกฝ่าย ซึ่ง กมธ.คาดหวังว่า เมื่อร่างแก้รัฐธรรมนูญที่รับมา ทั้งของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคเพื่อไทย มีสิทธิเสนอเช่นกัน ดังนั้นต้องเอาโมเดลมาผสมในสิ่งที่รับได้ในเชิงหลักการและผ่านความเห็นชอบของประชาชน