‘นายกฯ’ นำแถลงผลปราบปรามสแกมเมอร์ ย้ำเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ที่รัฐบาลได้ขับเคลื่อน ‘เปลี่ยนการตั้งรับเป็นการรุกไล่’ หากพบเจ้าหน้าที่รัฐทั้งฝ่ายการเมือง-ฝ่ายประจำเกี่ยวข้อง ‘เคลียร์ไม่ได้ ไม่มีการเคลียร์’ พร้อมย้ำเตือนประชาชน 3 ข้อปฏิบัติ ‘ไม่เชื่อ ไม่รีบ และไม่โอน’
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี United Thailand Against Scammers รวมพลังคนไทยต้านภัยสแกมเมอร์ และมอบนโยบายการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายนฤชา โฆษาศรีวิไลซ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนร่วมรับฟัง
ทั้งนี้ เมื่อเดินทางถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทินนำผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนสงบนิ่งน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วเดินเข้าสู่วอร์รูมจำลองรับชมสาธิตการปฏิบัติงานแบบ Real Time โดยจำลองเหตุการณ์การรับแจ้งความร้องทุกข์จากศูนย์ AOC ที่ผู้เสียหายถูกหลอกให้เปิดร้านค้าขายสินค้าออนไลน์บนเฟซบุ๊กแล้วดึงเข้ากลุ่มไลน์โดยให้เปิดร้านค้าเพื่อโอนเงินชำระค่าสินค้าไป 9 บัญชี วงเงินความเสียหาย 700,000 บาท

โดยได้ประสานผู้ให้บริการเฟซบุ๊กไลน์เว็บไซต์ เพื่อขอข้อมูลและดำเนินการสืบสวนเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการคนอื่น พร้อมปิดกั้นเพื่อไม่ให้เว็บไซต์ และแพลตฟอร์มถูกใช้หลอกลวงประชาชนต่อไปได้ รวมทั้งประสานธนาคารผู้เกี่ยวข้องและผู้ให้บริการ E-wallet ทั้งหมดเร่งอายัด โดยไม่สามารถอายัดได้ทัน 1 บัญชี เพราะคนร้ายได้ไปกดเงินที่ตู้ ATM ซึ่งธนาคารได้ทำการตรวจสอบกล้องจากตู้ พบคนร้ายพยายามปกปิดใบหน้า และปิดบังตัวตน แต่เครื่องมือวิเคราะห์ใบหน้าทำให้ทราบชื่อคนร้าย และพบเบอร์โทรศัพท์ต้องสงสัยทำการตรวจสอบพิกัดขึ้นที่บริเวณตลาดไฟฟ้าเสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี จึงได้ประสาน สภ.เสม็ด ไล่กล้องวงจรปิดและพบพยานหลักฐานทำการจับกุมกลุ่มคนร้ายได้ทั้งหมด
ในส่วนของคนร้ายชาวต่างชาติได้จัดส่งข้อมูลไปยังระบบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในด้านกฎหมาย 3 ฐานความผิด คือ 1.ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ 2.ฐานอาชญากรรมข้ามชาติ และ 3.ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน นอกจากนี้ ได้มีการประสานการทำงานกับตำรวจสากลและ FBI พร้อมขอหมายแดงส่งผู้ร้ายข้ามแดน ควบคู๋การสร้างความตระหนักรู้ผ่าน Contents เตือนภัยให้กับประชาชน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประมวลข้อมูลทุกวันในเวลา 09.00 น.
จากนั้น นายกฯ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมมอบเช็คเงินสดให้กับผู้เสียหายตาม “โครงการ Money Cash Back” ซึ่งเป็นเงินที่ผู้เสียหายถูกหลอกลวง รวม 33 ราย เป็นเงิน 15 ล้านบาท โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาสามารถติดตามเงินคืนให้กับผู้เสียหายรวม 312 ล้านบาท และเยี่ยมชมนิทรรศการผลการปฏิบัติภาพรวมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคีเครือข่าย อาทิ AIS True Money Line Corporation รวมถึงรับทราบแอปพลิเคชั่น Cyber Check ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสแกนวงจรสแกมเมอร์ผ่านแพลตฟอร์มหลักในประเทศและต่างประเทศ

นายอนุทินกล่าวว่า เราต้องเร่งทำให้ความเดือดร้อนจากภัยสแกมเมอร์เหล่านี้สูญสิ้นไปจากประเทศไทยให้ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนทั้งเรื่องเงิน และความเชื่อมั่นประชาชน ระบบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของประเทศ เป็นตัวชี้วัดผลงานรัฐบาล จึงเป็นที่มาของการประกาศให้ “การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการสแกมเมอร์” เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยได้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ 15 หน่วยงานหลักทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อดอุดช่องโหว่และตัดเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด เปลี่ยนจาก “การตั้งรับเป็นการรุกไล่” และผลงานเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สะท้อนความก้าวหน้าอย่างชัดเจนว่าที่ผ่านมาได้อายัดทรัพย์เป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านบาท เพิกถอนวีซ่า และผลักดันชาวต่างชาติออกนอกประเทศ กระทรวงมหาดไทยได้เพิกถอนสัญชาติ และกำจัดบัญชีม้าเป็นจำนวนมาก
นายอนุทินกล่าวว่า ในฐานะนายกฯ ผมทราบดีว่าพี่น้องประชาชนยังมีคำถามและตั้งข้อสงสัยว่าในเครือข่ายนี้มีคนของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ จึงขอย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจและรับฟังเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นพร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ในภารกิจนี้ และหากประชาชนหรือภาคีเครือข่ายท่านใดมีข้อมูลว่ามีนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปพัวพัน ขอให้ส่งข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานนั้นที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการโดยตรง ทั้งนี้ นายกมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและเป็นผู้ต้องรับผิดชอบสูงสุด

“ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เคลียร์ไม่ได้ ไม่มีการเคลียร์ เรื่องนี้ทำงานโดยดูจากพฤติกรรม พฤติการณ์ และความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ดูชื่อ ถ้าชื่อคนไหนโผล่ออกมา คนนั้นต้องถูกดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด เด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้นทั้งสิ้น และรัฐบาลจะคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเต็มที่ โดยขอให้แจ้งในช่องทางที่มีอำนาจหน้าที่อย่างไม่รอช้า เพื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างทันทวงที และถูกต้องตามกฎหมาย” นายกฯกล่าว
นายกฯกล่าวอีกว่า เราต้องรวมพลังกันบอกเล่าเรื่องราว ให้ความรู้ความเข้าใจสังคมเกี่ยวกับกลเม็ดการล่อลวงต่างๆ ของสแกมเมอร์ เพราะมันใช้ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจของเราเป็นอาวุธ และสิ่งที่ดีที่สุดคือทำให้ประชาชนรู้เท่าทัน วันนี้จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ยึดหลักเพียง 3 ข้อ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ และไม่โอน” ซึ่งจะช่วยให้เรามีสติพิจารณารอบคอบ และป้องกันการถูกล่อลวงได้ และขอให้รับฟังข้อมูลข่าวสาร เพื่อช่วยเตือนคนใกล้ตัวจะได้พ้นภัยร้ายจากสังคมนี้ได้ โดยรัฐบาลจะเดินหน้ารณรงค์ในทุกพื้นที่ และดำเนินการในทุกวิถีทาง ทุกช่องทาง เพื่อคนไทยทุกวัยรู้ทันสแกมเมอร์และปกป้องตนเองได้ เราจะดำเนินการต่อไปจนกว่าอาชญากรรมเหล่านี้ไม่สามารถทำลายพี่น้องประชาชนเราได้

“สิ่งที่ประเทศไทยทำให้เห็นอย่างชัดเจน คือเราเป็นศัตรูกับสแกมเมอร์ดีที่สุด เพราะเราไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีสแกมเมอร์ในพื้นที่ประเทศเรา มันอยู่รอบประเทศของเราทั้งนั้น เพราะการบังคับใช้กฎหมายและการปกครองไม่เหมือนกัน ประเทศไทยไม่มีสแกมเมอร์ ผู้รักษากฎหมายของประเทศไทยไม่ยินยอมให้เกิดการดำเนินการของสแกมเมอร์อย่างเป็นรูปธรรมได้ แต่สิ่งที่เราทำ คือเราต้องใช้การแสวงหาความร่วมมือต่างๆ การกดดันถ้ามีความจำเป็น เพื่อให้สแกมเมอร์เหล่านี้ อาชญากรเหล่านี้หมดไป
รัฐบาลยินดีสนับสนุนทุกวิถีทาง และขอบพระคุณเครือข่ายจากนานานาชาติให้ความร่วมมือกับพวกเราเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการขับเคลื่อนของภาครัฐ รวมไปถึงภาคเอกชนผู้ให้บริการสัญญาณโทรคมนาคมต่างๆ ผมมั่นใจเหลือเกินว่าภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ในสิ่งที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร และถูกต้องด้วยกฎหมาย ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ภายใต้ความกดดัน และความหวังของประชาชน เพื่อภารกิจ เพื่อประชาชนของเราได้บรรลุเป้าหมายเป็นอย่างดี ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ” นายอนุทินกล่าว

