หน้าแรก การเมือง สิริพงศ์ แจงข...

สิริพงศ์ แจงข้อสั่งการนายกฯ แค่เตรียมพร้อม ให้อำนาจ ‘กลาโหม’ กำหนดยุทธศาสตร์

11.11.25 | 15:36 น.

สิริพงศ์ ระบุข้อสั่งการ ‘นายกฯ’ แค่เตรียมความพร้อม ให้อำนาจ ‘กลาโหม’ กำหนดยุทธศาสตร์ส่วนนายกฯพร้อมสนับสนุน

เมื่อเวลา 13.55 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ รมว.กลาโหม และ รมว.ต่างประเทศชี้แจงไปแล้ว ซึ่งแนวทางต่างๆ มาจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องนั้นๆ เป็นผู้ชี้แจงทางเดียว น่าจะเป็นช่องทางการสื่อสารไปสู่ประชาชนได้ตรง และไม่คลาดเคลื่อน ส่วนข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเป็นการเตรียมความพร้อมกรณีที่เราอาจคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่อาจจะทั้งดีและไม่ดีในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ยังไม่ได้มีการสั่งการอะไรที่จะทำให้เกิดความตื่นตระหนก เป็นเพียงการกำชับและเตรียมความพร้อมกรณีมีเหตุเท่านั้น

ทั้งนี้ ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการระงับ และไม่มีเดดไลน์ แต่ทางกระทรวงกลาโหมจะประเมินไปเรื่อยๆ จนกว่าความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชาจะลดลง

นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่า วันนี้การที่ทหารไทยเหยียบกับทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย เป็นการแสดงให้เห็นว่าความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชาที่มีต่อประเทศไทยยังคงอยู่ ดังนั้น วันนี้จึงยังไม่มีกรอบเวลาว่าจะดำเนินการอย่างไร และข้อตกลงเก่าๆ หลายอย่างทั้งคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่ต้องมีความร่วมมือกันต้องงดไป ขณะที่ส่วนไหนที่ไทยดำเนินการได้เองก็จะดำเนินการ แต่ที่ต้องขอความร่วมมือกับกัมพูชาก็งดไป แต่สุดท้ายหากไม่ได้รับการตอบสนอง สมช.จะเป็นผู้ประเมินอีกครั้ง ซึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติการวันนี้ จึงคิดว่าเป็นการโต้ตอบพอสมควร รวมถึงเรื่องแรงงานด้วย ที่เราทำให้เห็นในเชิงสัญลักษณ์ว่าการต่อขยายอายุแรงงานที่หมดอายุ เดิมทีมีเข้ามา 4 ชาติ คือ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม แต่ขณะนี้ตัดกัมพูชาออกไปจึงเหลือเพียง 3 ชาติ

ส่วนหากทหารได้รับบาดเจ็บ หรือเหยียบทุ่นระเบิดอีก จะมีมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงกว่านี้หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นการวางแผนยุทธศาสตร์ และดำเนินการทุกอย่างจากฝั่งกระทรวงกลาโหม ฉะนั้น แนวทางเหล่านี้จะไม่ออกจากฝั่งบริหารเลย เพราะเป็นเรื่องของทางราชการ จึงให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีให้การสนับสนุนก็ถือว่าไฟเขียว

Advertisement