โรม มั่นใจเขมรใช้ทุ่นระเบิด เบี่ยงปมสแกมเมอร์ ร่ายยิบ 4 ข้อถึง รบ. ถึงเวลาเปิดปฏิบัติการกวาดล้าง
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง [กัมพูชากำลังใช้ทุ่นระเบิดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ จากปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ให้กลับมาที่ความขัดแย้งตามแนวชายแดนอีกครั้ง] โดยมีเนื้อหาดังนี้
พี่น้องประชาชนที่รักครับ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องทหารที่สูญเสียขา และได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดจากทุ่นระเบิด นี่คืออีกเหตุการณ์ที่แสดงถึงความป่าเถื่อนและไม่เคารพข้อตกลงใดๆ ระหว่างประเทศของฝ่ายกัมพูชาอีกครั้ง
ผมเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา เป็นความพยายามที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในข้อตกลงในการเจรจาสันติภาพที่มีเรื่องของการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ อย่างสแกมเมอร์เอาไว้ด้วย ซึ่งส่งผลเสียหายต่อแหล่งรายได้ของกัมพูชา ตลอดจนภาพลักษณ์สายตานานาอารยะประเทศที่เขามองว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์
และด้วยแรงกดดันของสังคมไทยที่มีต่อรัฐบาลไทย ประกอบกับแรงกดดันจากนานาชาติ ซึ่งในระยะหลังทำให้มีการออกหมายจับกับบรรดาบุคคลสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นก๊กอาน หรือลียง พัด ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลฮุนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเป็นสรวงสวรรค์ของการฟอกเงินผิดกฎหมายของอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา รวมถึงเป็นที่พักพักผ่อนหย่อนใจระดับห้าดาวเพื่อให้หายเหนื่อยและหายเครียดจากการสแกมคนทั่วโลก ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่ประเทศไทยมีปฏิบัติการเชิงรุกต่อแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กัมพูชาจะไม่มีทางอยู่เฉยเรื่องนี้เพราะรายได้จากการหลอกลวงคนทั่วโลกในกัมพูชาคิดเป็น 60% ของจีดีพีกัมพูชา
ด้วยเหตุนี้ผมเชื่อว่า การวางทุ่นระเบิด จึงมีความเป็นไปได้อย่างมาก เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากฝ่ายไทยในเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยกัมพูชาหวังว่าจะใช้ภาพลักษณ์ของความเป็นประเทศเล็กเป็นเหยื่อเพื่อหลอกลวงคนทั่วโลกว่าฝ่ายไทยได้รังแกกัมพูชา ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าฝ่ายกัมพูชาได้ติดตามข่าวสารจากเมืองไทยอย่างใกล้ชิดและพยายามใช้ความได้เปรียบตรงนี้เพื่อทำให้เรื่องราวของสแกมเมอร์ถูกลดความสำคัญลงไป
พี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ ผมจึงมีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังต่อไปนี้
1.สำหรับเรื่องความปลอดภัยของทหารไทยโดยเฉพาะปัญหาการวางทุ่นระเบิดใหม่ๆ โดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งหลายครั้งมีการรุกล้ำดินแดนไทย หรือเข้ามาในเขตปฏิบัติการของทหารไทย ผมคิดว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการ และอนุมัติงบประมาณอย่างเร่งด่วนให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีราคาที่ถูกลงเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถที่จะมอนิเตอร์พื้นที่ปฏิบัติการหรือแนวปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านนึงก็จะเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับทหารของพวกเรา อีกด้านหนึ่งก็จะได้เห็นกันไปเลยว่า ทหารกัมพูชาได้มีการวางทุ่นระเบิดอย่างไรตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่สำคัญในการเอาไปบอกกล่าวกับนานาอารยะประเทศ
2.งานต่างประเทศต้องทำเรื่องนี้อย่างแข็งขัน เพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้รับรู้ข้อเท็จจริงว่า มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่ให้เขารู้ก่อนจากกัมพูชาแล้วเราค่อยไปแก้ตัวทีหลัง ทำแบบนี้จะสร้างความรู้สึกว่าประเทศไทยแค่เพียงแก้ตัวเท่านั้น
3.ผมเสนอให้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมายที่บุคคลที่มีความสำคัญหรือความใกล้ชิดต่อรัฐบาลกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นฮุนโต ที่มีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เกี่ยวข้องกับ บริษัทฮุ่ยวัน ซึ่งถูกทางการ FinCEN ของสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรและจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ผมทราบทางการไทยก็มีข้อมูลของบริษัทนี้เช่นเดียวกัน การออกหมายจับ และการยึดอายัดทรัพย์ของฮุนโตจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง
4.ตัดแขนตัดขาเครือข่ายที่กำลังทำปฏิบัติการฟอกเงินในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรณีของเครือข่ายนายเบน สมิธ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของสมเด็จฯฮุน เซน ใช้พาสปอร์ตทางการทูตของกัมพูชาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักการเมืองไทย รัฐบาลสมควรจะเปิดปฏิบัติการใกล้ชิดในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้เพื่อทำให้การฟอกเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาในประเทศไทยถูกทำลายลง นอกจากนี้สำหรับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับนายยิม เลียก ก็สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ถึงเวลาประเทศไทยทำลายล้างเครือข่ายพวกนี้ให้สิ้นซากได้แล้ว
ผมหวังว่ารัฐบาลจะมองปัญหาครั้งนี้อย่างเข้าใจ และตีโจทย์เรื่องนี้ได้แตกฉาน และแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็น ผมเชื่อว่าแนวทางนี้จะทะลุใจกลางปัญหาที่มีระหว่างไทยและกัมพูชาครับ

