⦁…ขาที่ 7 ทหารไทย “ขาดด้วยกับระเบิดเขมร” ส่งผลให้สถานการณ์ชายแดนตึงเครียดโอกาสกลับมาใช้กำลังปะทะมีสูง คนที่เดือดร้อนคือ “ประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย” ท่ามกลางความเสียหายยับเยินของ “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” จากสายตาคนทั้งโลก ที่อยู่ดีมีสุขกับการเอื้อให้ “สแกมเมอร์” ใช้ประเทศเป็นศูนย์กลางธุรกิจสีเทา ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางที่ “นายกรัฐมนตรี” อนุทิน ชาญวีรกูลจะปล่อยมือเรื่องนี้ ซึ่งส่งผลต่อการเมืองแรงระดับพลิกกระแสกันเลยทีเดียว
⦁…เป็นที่รู้กันว่า “อนุทิน” เริ่มต้นบทบาทผู้นำประเทศด้วยการขี่ “กระแสรักชาติ” จากสถานการณ์สู้รบ “ไทย-กัมพูชา” แต่หลังจากนั้นถูกความลึกลับซ้อนหลากหลายมิติของ “พัฒนาการธุรกิจและอำนาจ” ยิ่งกว่า “พล็อตซีรีส์” เรื่องเยี่ยม ถล่มใส่จนเสียหลักแทบไปไม่เป็น เมื่อ “ขาที่ 7 ทหารไทย” ต้องสังเวยเป็นเหยื่อสองพ่อ-ลูก “ตระกูลฮุน” การพลิกกระแสกลับมาเป็น “รักชาติ รักแผ่นดิน รักทหาร” ไม่น่าจะเหลือบ่า กว่าแรง “เสี่ยหนู” และมันสมองระดับ เนวิน ชิดชอบ
⦁…ฟัง “ท่านทูต” ที่มาเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” พูดถึงการให้ความหมายของ “ชายแดน” ว่า “โลกที่พากันเคลื่อนไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ต้องมองเป็นช่องทางในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาติ และประชาชนสองประเทศ ไม่ใช่มองเห็นเป็นสิ่งปิดกั้น” แล้วได้แต่ภาวนาว่า เมื่อมีปัญหาชายแดน ขอให้ประชาชนคนไทย น้อมใจฟัง ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้มากกว่าเอาแต่ป้องหูหาเสียง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่เดินสายสาธยาย “คุณงามความดีของตัวเอง” มากนักเลย โดยเฉพาะ “พิธีกรที่ออกท่าฉลาดเหนือคนดูคนฟัง” แข่งกันสนุกสนานเวลานี้
⦁…วาระสำคัญและเร่งด่วนที่จะเป็นคำตอบว่า “ประเทศไทยเราจะก้าวไปสู่การพัฒนาได้หรือไม่” คือ “รัฐธรรมนูญใหม่” ที่ต้องปลดล็อก “นายกรัฐมนตรี” และ “รัฐบาล” ที่มาจาก “พรรคการเมืองประชาชนเลือกเข้ามา” จาก “อำนาจที่ซ้อนเข้ามาควบคุม” โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในทุกด้าน “ขัดขวางการพัฒนา-ทำลายความหวังของผู้คน” หากไม่ร่วมมือร่วมใจฟันฝ่าอุปสรรคนี้ ทุกเรื่องราวที่เห็นว่าสำคัญ ท้ายสุดก็เท่านั้น ด้วยไม่ใช่คำตอบที่สร้างความ “ยั่งยืน”
⦁…ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า หรือความสำเร็จในการสร้างโอกาสได้ร่วมรัฐบาล อาจจะมีอิทธิพลที่สุดที่จะสร้างพลังให้กับ “พรรคการเมือง” ทุกพรรค แล้วแต่จะคิดว่า “ความเป็นไปได้มีแค่ไหน” แต่ “ความสำเร็จที่ไม่มีอนาคตที่ดีของชาติมารองรับ” ที่สุดแล้วไม่มีทางเรียกว่า “ความสำเร็จอย่างแท้จริง” ที่ต้องตระหนักก่อนใครคือ อนุทิน ชาญวีรกูล-จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่มีโอกาสเป็น “นายกรัฐมนตรี” มากว่า “หัวหน้าพรรคอื่น”
⦁…แม้ด้านหนึ่ง “ประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในโลกดิจิทัล” จะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อความเป็นผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ถูกจดจำในภาพของ “หัวหน้าพรรคการเมืองหลักของประเทศ” ที่ “ปล่อยให้สมาชิกใช้กำลังทุบทำลายการทำงานในรัฐสภา-ออกมาขับเคลื่อนการเมืองด้วยความรุนแรงบนท้องถนนน และปฏิเสธที่จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง” แต่ถึงวันนี้ เมื่อ “ประชาธิปัตย์” พรรคการเมืองเก่าแก่สุดของประเทศ กลับไปให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำที่สร้างประวัติศาสตร์ดังกล่าว ดูเหมือนว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในพฤติกรรมในประวัติศาสตร์ดังกล่าว ให้ความเห็นอกเห็นใจ และพร้อมจะร่วมก้าวกันใหม่อีกครั้ง ไม่น้อยเลย
⦁…เพราะเป็น “ฝนใหญ่ในฤดูหนาว” เป็น “พายุใหญ่ในวันที่ฟ้าควรจะเป็นลมเย็น” การบริหารน้ำซึ่งไร้ระบบมาตลอดอยู่แล้ว เลยผิดท่า พลาดทางไปหมด โดยเฉพาะ “กรมชลประทาน” ที่วางภารกิจนี้ไปทำเรื่องอื่น ตามการให้ “ความสำคัญและเร่งด่วน” ของ “รัฐมนตรีที่ต้องเร่งขยายฐานของพรรค-ธรรมนัส พรหมเผ่า” น้ำเหนือไหลบ่า น้ำป่าไหลหลาก ผสมทะเลหนุน น้ำเลยท่วมเละ รายทาง แต่เหนือ ลงกลาง ดูท่า “กทม.” จะหนีไม่พ้น แปลกที่ใน “ครม.ชุดนี้” คนที่อธิบายปัญหาน้ำท่วมได้ดีกลับเป็น ภราดร ปริศนานันทกุล ที่แม้จะเป็นรัฐมนตรี แต่ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แทบไม่เกี่ยวด้วยเลย







