หน้าแรก การเมือง รบ.คิกออฟ แก้...

รบ.คิกออฟ แก้หนี้เสียต่ำ 1 แสน คนละครึ่งพลัสยอดใช้ทะลุ 3 หมื่นล. ธุรกิจบุกทำเนียบวันนี้ค้านกม.น้ำเมา

12.11.25 | 06:30 น.

รบ.คิกออฟ แก้หนี้เสียต่ำ 1 แสน คนละครึ่งพลัสยอดใช้ทะลุ 3 หมื่นล. ธุรกิจบุกทำเนียบวันนี้ค้านกม.น้ำเมา

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย และนายชาติศิริ โสภณพนิช ผู้แทนสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ณ ห้องภัทรรวมใจ อาคาร 2 ชั้น 2 ธปท. สำนักงานใหญ่
นายเอกนิติกล่าวว่า จากข้อมูลผู้ที่เข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” พบว่าประชาชนที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท มีมากถึง 3.4 ล้านรายและถ้าคิดรวมสมาชิกครอบครัวแล้วจะสามารถรวมเป็นบัญชีหนี้กว่า 4.7 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 120,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการแก้หนี้นี้ เป็นการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ภายใต้ ชื่อโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งไม่ใช่เพียงการดึงหนี้ออกจากสถาบันการเงินไปยัง AMC เท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อชุบชีวิตให้ลูกหนี้ได้กลับมาหายใจได้คล่องขึ้น ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ ปรับลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และยืดระยะเวลาการชำระ เพื่อให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีสภาพคล่อง และกลับมาเป็นผู้มีวินัยทางการเงินที่ดีได้ ซึ่งในทางเทคนิคจะเรียกแนวคิดนี้ว่า Risk-Based Pricing จากนั้นทาง NCB ก็จะเปิดหมวดใหม่ ซึ่งจะทำให้ลูกหนี้ที่ปรับตัวได้ดี มีวินัย สามารถกลับมามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นได้ โดยสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้อีกครั้ง สินเชื่อเหล่านี้จะเป็นสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ไม่ใช่สินเชื่อเพื่อการบริโภคฟุ่มเฟือยเหมือนในอดีต

ขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส โดย ณ วันที่ 11 พฤศจิกา 2568 เวลา 17.00 น. ว่า มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้วกว่า 19 ล้านราย โดยแบ่งเป็น รายได้ของร้านค้าปกติอยู่ที่ 30,490.8 ล้านบาท เป็นเงินที่ประชาชนจ่าย จำนวน 15,441.3 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่าย จำนวน 15,049.5 ล้านบาท ส่วนรายได้ผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery อยู่ที่ 451.8 ล้านบาท เป็นเงินที่ประชาชนจ่าย จำนวน 230.4 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่าย จำนวน 221.4 ล้านบาท

เมื่อรวมรายได้จากแพลตฟอร์ม Food Delivery กับรายได้ของร้านค้าปกติ จะมียอดใช้จ่ายร้านค้าทุกประเภทรวม 30,942.7 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น เงินที่ประชาชนจ่าย จำนวน 15,671.7 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่าย จำนวน 15,270.9 ล้านบาท โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ผ่าน G-Wallet ในแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” โดยในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิ 200 บาท ด้านความคืบหน้าของการลงทะเบียนร้านค้าในโครงการ จากข้อมูลสะสม

ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น. มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว จำนวน 902,577 ราย ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 น. มีผู้ที่ยังไม่ใช้ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง 293,644 คน ทางกระทรวงการคลังเตือนว่า หากได้รับสิทธิในโครงการคนละครึ่งพลัสแต่ยังไม่เริ่มทำการใช้จ่ายภายในวันที่ 11 พ.ย.2568 เวลา 23.00 น. จะถูกตัดสิทธิการใช้คนละครึ่งทันที

Advertisement

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย เปิดเผยว่า เวลา 10.30 น. ในวันที่ 12 พฤศจิกายน สมาคม ชมรม และผู้ประกอบการในธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมตัวกันเดินทางขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีและยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องปัญหากฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเบื้องต้นรับทราบว่า ได้มอบหมายให้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล เป็นตัวแทนรับหนังสือร้องเรียน