หน้าแรก การเมือง สังคม-สื่อ เร...

สังคม-สื่อ เริ่มสับสนคำว่า‘คุ้มครอง’หรือ‘ควบคุม’ โดย พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช

1.04.17 | 13:00 น.

ต้องยอมรับก่อนว่าไม่ได้อ่านต้นร่างของ พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและจริยธรรมสื่อฯ จับความได้ว่ามีความขัดแย้งกันรุนแรงระหว่างสมาคมสื่อและอาชีพสื่อมวลชน ทั้งสื่อเก่าสื่อใหม่กับคณะกรรมการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ต่างยืนโต้แย้งกันคนละมุมมาหลายวันแล้ว

แต่เมื่อเกิดช่องว่างทางความคิดขององค์กรสื่อ ขอเรียกสั้นๆ กับคณะกรรมการยกร่างฯ ถ้าคณะกรรมการชุดนี้ยอมรับในความต่างกันทางความคิดและหาทางแก้ไขพูดคุยกันให้ตกผนึก น่าจะเป็นทางออกที่สง่างามกว่าที่คิดจะใช้อำนาจหน้าที่รวบรัดเร่งร้อนเสนอผ่านรัฐบาลเพื่อกำหนดวาระเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ยังแต่จะเกิดผลร้ายต่อรัฐบาลที่พยายามสร้างความศรัทธาต่อสังคมและสื่อ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองมากมายสะสมมาช้านานก่อนจะทำการรัฐประหาร

รัฐบาลใหม่หวังที่จะให้สื่อมวลชนร่วมมือร่วมใจต่างช่วยกันเผยแพร่ข่าวสารเพื่อให้การขับเคลื่อนการบริหารประเทศของรัฐบาลก้าวไปสู่จุดหมายของการปฏิรูปบ้านเมืองทั่วถึงกัน

แต่ช่วงระยะเวลาอันสั้นที่ผ่านมา สื่อมวลชนรู้สึกว่าการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้หลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพกำลังสะดุดหยุดลง ด้วยความเข้าใจผิดบางประการของคณะกรรมการยกร่างกฎหมายที่ไม่อาจคุยกับองค์กรสื่อให้เข้าใจว่า

Advertisement

“กฎหมายฉบับนี้เขียนเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงการคุ้มครองให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางจริยธรรมและกฎหมายบ้านอย่างมีหลักประกันที่เป็นธรรม แต่หาใช่เขียนขึ้นมาเพื่อมาควบคุมเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไม่ว่าสำนักไหนก็ตาม”

จึงคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นร้อนแรงที่ยากแก่การเดินหน้าไปด้วยกันระหว่างสองฝ่าย แม้ว่าวันนี้ (27 เมษายน 2560) ทั้ง ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างยื่นมือเข้ามาทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นมันเบาบางลงไปบ้างก็ตาม แต่ใช่ว่าความร้อนของประเด็นการขึ้นทะเบียนสื่อจะลดลงก็หาไม่

ดั่งบทสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีว่า “ผมยังไม่เห็นด้วย (ร่าง พ.ร.บ.นี้) ถ้าจะเห็นด้วยก็ต้องถามประชาชนก่อนว่าเขาว่ากันอย่างไร สื่อว่าอย่างไร แต่สิ่งที่ผมเห็นเป็นปัญหาคือ เราเคยมอบความรับผิดชอบให้สมาคมสื่อฯไปแล้ว แต่พวกท่านก็ยอมรับว่าท่านก็ทำไม่ได้ทั้งหมด พวกท่านก็ต้องยอมรับตรงนี้ ถ้าทำได้กันทั้งหมดก็คงไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นอยู่แบบเดิมก็ได้ แต่วันนี้มันไม่ได้ (กรุงเทพธุรกิจ รายวัน, 27 เมษายน 2560)

อ่านบทสัมภาษณ์แล้วเห็นภาพชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐจำเป็นต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อหาหลักประกันให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ควรจะมีมาตรการบางอย่างไว้กำราบให้สื่อมวลชนเคารพกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมอย่างเคร่งครัดตามที่สื่อได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับสังคม และต้องไม่ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างขาดความรับผิดชอบให้เกิดความเสียหายแก่สังคมและบ้านเมืองได้

นี่คือหนามยอกอกขององค์กรสื่อที่ตอบโต้รัฐบาลและคณะกรรมการยกร่างได้ไม่เต็มปากนัก แม้แต่สังคมก็เริ่มเบื่อหน่ายและขาดความศรัทธาองค์กรสื่อที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชน ว่าจะควบคุมกันเองไม่ให้ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคมโดยส่วนรวม

สื่อมวลชนจึงตกเป็นจำเลยทางสังคมอย่างไม่อาจแยกแยะได้ว่าเป็นสื่อใหม่หรือสื่อเก่า

สื่อมวลชนต้องมีหน้าที่พิสูจน์ให้ประจักษ์ชัดว่า “จริยธรรมมีศักดิ์และศักดิ์สิทธิ์เหนือกฎหมาย” หากทำได้สังคมและรัฐบาลใดแม้ว่าจะมีอำนาจเพียงใดก็ไม่กล้าแตะต้องหรือแม้แต่ออกกฎหมายที่เป็นเหตุให้ทะเลาะกันอยู่ในขณะนี้

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งรัฐบาลและสังคมต่างหยิบยกปัญหาเรื่องการควบคุมการใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนเริ่มดังขึ้นๆ และพูดกันมาทุกรัฐบาล ไม่เคยเห็นครั้งใดที่จะหยุดพูดในเรื่องดังกล่าว

ยิ่งมองผ่านช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เกิดสื่อใหม่เข้ามายึดพื้นที่สื่อเก่าและมีส่วนให้จริยธรรมของสื่อมวลชนโดยภาพรวมสั่นคลอนเร็วขึ้น จึงเกิดกระแสสังคมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อและวิพากษ์วิจารณ์สื่อกันอย่างจริงจังและคงจะไม่เงียบง่ายๆ นัก

จึงขอทิ้งค้างไว้ให้สื่อมวลชน (“ทั้งเก่าและใหม่” คิดทบทวนตริตรองกันอย่างเอาจริงเอาจังว่าอะไรเป็นเหตุให้คุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ทางจริยธรรมของสื่อมวลชนที่ยึดถือและเชื่อกันมาช้านานแล้วเริ่มสั่นคลอนในวันนี้

ขอย้อนสู่ประเด็นโต้แย้งของทั้งสองฝ่ายให้สิ้นสงสัยกันเสียทีหลังจากอ่านข่าวรายวัน พบว่ามีบทบัญญัติบางมาตราเขียนไว้เพื่อเป็นการควบคุมการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวหรือมีตำแหน่งอื่นหรือไม่ ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าคนเหล่านี้ต้องนำมาขึ้นทะเบียนไว้ตรวจสอบความประพฤติกันเลยทีเดียวและจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้

อ่านข่าวไปมาก็ไม่เข้าใจว่าบทบัญญัติบางมาตราจงใจที่จะเข้ามาควบคุมผู้ปฏิบัติงานที่ทำหน้าที่สื่อมวลชน แทนที่จะคุ้มครองหรือส่งเสริมและให้หลักประกันการใช้สิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อะไรทำนองนั้น

อาชีพคนทำงานสื่อแต่ละคนก็ต้องตกอยู่ในฐานะหนัก งานองค์กรธุรกิจสื่อหรือองค์กรของรัฐต่างกำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบตามที่องค์กรบัญญัติไว้อยู่แล้ว ผู้ใดไม่ประพฤติปฏิบัติตามหน้าที่ก็ต้องถูกสอบสวนหากพบว่ากระทำผิดหน้าที่สื่อที่ดีหรือผิดจริยธรรมสื่อจะถูกพิจารณาโทษไม่ละเว้น

ถ้าผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ต้องรับผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แม้แต่เจ้าของธุรกิจสื่อหรือผู้รับผิดชอบต่อองค์กรสื่อของรัฐ กฎหมายก็ไม่ยกเว้นโทษมิใช่หรือ?

ถ้ามองในกรอบความคิดของรัฐทุนนิยมเสรีในระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพเพื่อการประกอบกิจการใดและรัฐจะต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม จะเข้าไปแทรกแซงหาได้ไม่ เว้นแต่เพื่อประโยชน์แก่สังคมโดยส่วนรวม

ดังนั้น การออกกฎหมายเพื่อควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนจะถือว่าเป็นการออกกฎหมายซ้อนกฎเกณฑ์ขององค์กรสื่อ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนหรือเปล่าผมไม่ทราบได้ เรื่องนี้คณะกรรมการต้องตอบข้อสงสัยแก่สังคมและองค์กรสื่อให้กระจ่าง

ก่อนจะเกิดวิกฤตแห่งความขัดแย้งบานปลายขึ้นมากกว่านี้

หากมองอย่างเป็นธรรม พบว่ามันเกิดการขัดแย้งต่อชื่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและจริยธรรมสื่อมวลชนหรือไม่? ในประเด็นที่ยอมให้บทบัญญัติบางมาตราก้าวล่วงเข้าไปควบคุมการทำหน้าที่ของพนักงานสื่อไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน

ทั้งๆ ที่พนักงานทุกคนทำหน้าที่สื่อมวลชนในองค์กรสื่อก็มีบทลงโทษขององค์กรสื่อนั้นๆ หากผู้ใดได้กระทำผิดหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว มิใช่หรือ พระเดชพระคุณท่าน

ให้น่าสงสารและวิตกกังวลแทนที่คณะใดรัฐใดมองข้ามความสำคัญของผู้ซึ่งทำหน้าที่สื่อมวลชน ภายใต้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญให้หลักประกัน ให้ทำหน้าที่อย่างอิสระภายใต้กฎเกณฑ์ทางจริยธรรมได้โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาลตามที่สังคมเสรีประชาธิปไตยเชื่อเช่นนี้มานานแล้ว

แต่จะโทษคณะกรรมการยกร่างแต่ฝ่ายเดียวหาได้ไม่ ถ้าไม่มีปัจจัยแห่งเหตุจนเกิดวิกฤตศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในทศวรรษที่ผ่านมานั้น คงจะไม่มีการยกร่างกฎหมายในลักษณะสับสนวุ่นวายชนิดมองหน้ากันไม่ได้และไม่อาจให้อภัยกันได้ในชาตินี้

ขอความกรุณาทั้งสองฝ่ายได้โปรดสงบสติอารมณ์และค่อยๆ หันหน้าเข้าหากันพูดกันด้วยเหตุด้วยผลและเข้าใจรากฐานความคิดระหว่าง “คุ้มครอง” และ “ควบคุม” มันมีความหมายและความสำคัญต่างกัน อย่าได้นำมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน

ยกเว้นร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวก็จะได้รับเสียงปรบมือครับ

พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช