ศรัญญู สงสัยไทยบันทึกไหม? ‘ยอดนักโทษการเมืองแต่ละปี’ ศ.ดร.ไทเรล ชี้ ‘จดหมายอานนท์’ น่าสนใจ เห็นร่องรอย ‘รัฐราชทัณฑ์’-หวังบันทึกคนตัวเล็กในประวัติศาสตร์ ให้ไม่ถูกลบเลือน
เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ห้อง 11-803 อาคารสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดบรรยายชุดประวัติศาสตร์สู่สาธารณะ ในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์นักโทษการเมืองไทยในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น (Prof. Dr. Tyrell Haberkorn) แห่งภาควิชาภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wisconsin)
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเต็มไปด้วยนักศึกษาคณะสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ จากหลายมหาวิทยาลัยชื่อดัง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธรรมศาสตร์, ศิลปากร, เกษตรศาสตร์, มศว ตลอดจนนักศึกษาต่างชาติและบุคคลทั่วไปที่สนใจ เข้าร่วมรับฟังแน่นขนัดห้อง โดยหนึ่งในนั้นคือ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน อดีตนักศึกษาด้านประวัติศาสตร์ มธ. ผู้ลี้ภัยคดีอาญามาตรา 112 ซึ่งร่วมเปิดไมค์สอบถามผ่านทางซูม หลังจากรับฟังการนำเสนอผลงานชิ้นล่าสุด ที่ ศ.ดร.ไทเรล ทำการศึกษากรณีผู้ต้องหาทางการเมืองในไทย ผ่านผลงานเขียนและจดหมาย โดยกำลังจะตีพิมพ์ กับที่สแตมฟอร์ด เป็นฉบับภาษาอังกฤษ ก่อนนำมาแปลไทย
ในช่วงหนึ่ง ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมหยิบยกข้อมูลจากหนังสือที่เขียนเล่มล่าสุด “รัฐราชทัณฑ์ อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่” ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ

ผศ.ดร.ศรัญญูกล่าวว่า ประเด็นที่อยากแลกเปลี่ยนคำถามหลักคือเรื่อง “หลักฐาน” โดยอาจารย์ไทเรลใช้เรื่อง fiction ซึ่งคือสิ่งที่อยู่ในหัวของนักโทษทางการเมือง โดจอาจารย์ให้ความสนใจศึกษาและเข้าทางการเมืองภายในภาพกว้าง ตั้งแต่บกฎสันติภาพ 2495 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกันด้วย จึงอยากทราบว่า
1.หลังจากที่อ่านศึกษาไปแล้ว เจอลักษณะร่วมอะไรหรือไม่ และใช้วิธีการอย่างไร?
2.ประเด็นนักโทษทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา ส่วนตัวมองว่ารัฐในแต่ละช่วงเวลามีการนิยามคำว่า “คดีการเมือง” ต่างกันหรือไม่
ซึ่งจริงๆ แล้วหลัง 2475 เป็นต้นมา ตั้งแต่คดีกบฏ หรือคดีคอมมิวนิสต์ ที่สัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องของศาลพิเศษและกบฏภายใน-ภายนอกราชอาณาจักร และ พ.ร.บ.สิ่งพิมพ์ ที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ด้วย หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
“มันมีเงื่อนไขของหลักฐานที่อาจารย์นำมาใช้ โดยอาจารย์เลือกศึกษาตอนที่มีหลักฐานซัพพอร์ต บางครั้งก็เสียดายที่ไม่ได้เห็นภาพรวมนักโทษการเมืองในแต่ละช่วง เหมือนกับถูกไฮไลต์ สปอร์ตไลต์แค่บางคน คือคนที่เขียนงาน หรือนักโทษคดี 112 ในขณะที่คดีทางการเมืองเยอะมาก อาจจะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการศึกษาเรื่องนักโทษทางการเมืองในความเห็นของผม
“อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเสริมคือ ‘จำนวนนักโทษทางการเมือง’ ในรายงานประจำปีของกรมราชทัณฑ์ มีการระบุจำนวนนักโทษทางการเมืองหรือไม่ อย่างผมเคยค้นในช่วงสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และปลาย พคท. มีระบุว่านักโทษการเมืองแต่ละปี ทั้งประเทศ มีจำนวนเท่าไหร่
ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากยุคจอมพลสฤษดิ์ มีการบันทึกในรายงานรายปีหรือไม่” ผศ.ดร.ศรัญญูตั้งข้อสังเกต

ด้าน ศ.ดร.ไทเรลกล่าวว่า ช่วงหลัง 6 ตุลาฯ ยังคงมีการบันทึกคนที่ถูกกักขัง ในฐานะที่เป็นภัยสังคม แต่ในช่วงอื่นๆ ไม่ได้บันทึกไว้
การที่กรมราชทัณฑ์เลือกบันทึกในบางช่วง และไม่ได้บันทึกในบางช่วงนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจเหมือนกัน ช่วงกบฏสันติภาพ หรือแม้แต่ช่วงคอมมิวนิสต์ก็บันทึก แล้วก็หายไป
“อีกช่วงหนึ่งที่คล้าย อาจจะไม่เหมือนกันทีเดียวคือช่วงหลังจากการปราบปรามคนเสื้อแดงในปี 2553
มีช่วงหนึ่งที่นักโทษการเมืองคนเสื้อแดงได้ไปอยู่ในเรือนจำชั่วคราว ที่หลักสี่ ซึ่งเนียนมาก แล้วค่อยถูกย้ายกลับเข้าไปเรือนจำพิเศษ
ก็คิดว่าการติดตาม หรือวิเคราะห์การใช้วิธีต่างๆของกรมราชทัณฑ์ เป็นส่วนสำคัญในการสะท้อนถึงความเป็นกลาง ในการบอกข้อมูลนักโทษการเมืองของรัฐเอง” ศ.ดร.ไทเรลกล่าว และว่า อีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกนอกเหนือจากจดหมาย ตนยังพยายามใช้ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ หรือสื่อ ที่บันทึกความคิดไว้
“ในกรณีของ อ.สุรชัย เขียนถึงคนที่น่าสนใจมากคือ ป้าวิมล เป็นภรรยาคนที่เข้าป่า ที่ไม่เข้าป่าด้วย แต่ส่งเสบียงให้ลูกชายและสามีที่เข้าป่า สุดท้ายถูกจับเข้าคุกเหมือนกัน
สิ่งที่เราเองไม่รู้จะทำได้อย่างไรคือ ‘หาวิธีการใส่คนเหล่านี้’ ที่ไม่ได้เขียนหนังสือ อยู่ในประวัติศาสตร์ ไม่อยากให้ถูกลบอีก ให้เขาถูกลบเลือนน้อยที่สุด”

ศ.ดร.ไทเรลกล่าวด้วยว่า สิ่งหนึ่งที่ยากในการเขียนบทนำของหนังสือ คือแต่ละคน แต่ละช่วง สิ่งที่สำคัญไม่เหมือนกัน อย่างบางคนเลือกเขียนชีวิตประจำวัน เช่น หนังสือของภรณ์ทิพย์ เริ่มต้นในวันที่ถูกจับ และจบลงในวันที่ได้ออกจากคุก, อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เขียนถึงทั้งช่วงที่อยู่ในคุก และแทรกประวัติศาสตร์ ในขณะที่จดหมายมีเนื้อหาคล้ายกัน
“สิ่งที่พยายามทำคืออ่านงานของแต่ละคน ในแต่ละยุค โดยให้ ‘สิ่งที่เขาให้ความสำคัญ’ เป็นตัว นำสิ่งที่ตัวเองเขียน ให้เกียรติแหล่งข้อมูล ให้ข้อมูลนำทาง สิ่งที่ออกมาแต่ละช่วงจึงอาจจะไม่สัมพันธ์กันนัก อย่าง อ.สุรชัย เป็นเรื่องการทรยศ” ศ.ดร.ไทเรลเผย
ในช่วงท้าย เมื่อนักศึกษา มศว สอบถามว่า จากการศึกษามีคดีทางการเมือง หรือนักโทษทางการเมืองเคยมีการถูกใส่ร้ายหรือป้ายสีหรือไม่ ว่าที่ถูกจับเพราะมีความบกพร่องสุขภาพจิต หรือเขาเป็นบ้า?
ศ.ดร.ไทเรลกล่าวว่า พบว่ามีเช่นกัน แม้จะไม่ได้เขียนในเล่มนี้ แต่ก็มองว่าควรจะมีคนเขียน อย่างกรณี 6 ตุลาฯ ก็กล่าวหาว่าเป็นเด็ก ที่ไม่รู้อะไรผิดอะไรถูก ซึ่งนับว่าเป็นวิธีของการไม่เคารพในการกระทำเหมือนกัน
“ในเรื่องของสุขภาพจิต และการกล่าวหาแบบนั้น ควรจะต้องมีคนที่เขียนเกี่ยวกับการเขียนของเขาคือ ‘ลุงบัณฑิต อานียา’ ที่สำนวนก็เรื่องหนึ่ง แต่ถือว่าเป็นคนสำคัญในเชิงนักคิดสมัยใหม่ กับสิ่งที่เขาโดนกระทำ ตอบสั้นๆ คือ ‘มี’ แต่ยังไม่เคยมีใครเขียนถึง”
ในช่วงท้ายมีผู้สนใจทั่วไปสอบถามว่า มองเห็นเป้าหมายของการลงโทษเหล่านี้หรือไม่ ว่าเป็นไปเพื่อเข็ดหลาบ จดจำ สยบยอม หรือให้ตายไปเลย สุดท้ายแล้ว เราไม่ลงรอยกับรัฐ หรือไม่ลงรอยกับกฎหมายผู้มีอำนาจรัฐ?

ศ.ดร.ไทเรลกล่าวว่า 2 ประโยคสุดท้าย ดูเศร้า แต่คิดว่าใช่ ถ้าในความเห็นส่วนตัวคงมองว่า เป้าหมายของการจองจำคนที่คิดต่าง เป็นวิธีการสัญชาติไทยชนิดหนึ่ง ของผู้มีอำนาจ ซึ่งจะใช้การ ‘จองจำ’ ควบคู่กับ ‘การสังหาร’ และ ‘เนรเทศ’ ในช่วงต่างๆ ซึ่งอาจจะแยกได้อยากแล้วแต่อำเภอใจของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในแต่ละช่วง ว่าทำไมบางครั้งเลือกสังหาร บางครั้งให้อยู่ในคุก
“ไม่มีร่องรอยในกฎหมาย แต่คิดว่ามีร่องรอยในจิตสำนึกของผู้มีอำนาจ คิดว่าถ้าจะเข้าใจปัจจุบัน กับสิ่งที่แตกต่าง หมายที่กำลังออกจากคุกในปัจจุบัน นักเขียนที่ออกมาในช่วงก่อนๆ กับครั้งนี้ คนที่อยู่ในคุกก็เขียนโดยตรงเหมือนกันว่า ‘การต่อสู้ตอนนี้เปลี่ยนจากถนน กลายมาเป็นในเรือนจำ และในกระบวนการยุติธรรม’ เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และรัฐคงกลัวมากในการที่เขาไม่สยบยอม“
ศ.ดร.ไทเรลกล่าวว่า คิดว่ามีร่องรอยความทรงจำในแต่ละยุคอยู่เหมือนกัน สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในจดหมายของ ทนายอานนท์ นำภา ซึ่งเขามักอ้างถึงยุคก่อน รวมถึงในการปราศรัยแต่ละคน ก็มีการพูดถึงการต่อสู้ในอดีตเหมือนกัน
“สิ่งนี้สะท้อนว่าคนในปัจจุบันก็มีจิตสำนึก สำหรับการกระทำอันเลวร้ายและการใช้ความรุนแรงของรัฐในยุคก่อน เราจึงเห็นร่องรอยนั้น” ศ.ดร.ไทเรลชี้

เมื่อ รศ.ดร.ชาติชาย มุกสง จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว สอบถาม ศ.ดร.ไทเรลว่าถ้าหากมองพฤติกรรมของรัฐ ในเชิง Practical ถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดของกระบวนการต้องการให้คนเหล่านี้ที่มีความผิดกลับมาอยู่กับตัวเอง กลับมาอยู่ร่วมกันกับรัฐใหม่ หรือกำจัดออกไป?
ศ.ดร.ไทเรลกล่าวว่า ไม่เลย คิดว่าคนที่โดนไม่ใช่คนที่มีโอกาสกลับมาเป็นพลเมืองได้อีก ตนคิดว่าอย่างนั้น แต่เขาไม่ประสบความสำเร็จ ร่องรอยทั้งหลายจึงยังเหลืออยู่
รศ.ดร.ชาติชายจึงสรุปความว่า เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ ที่ต้องทำให้สิ่งเหล่านั้นปรากฏ
โดย ผศ.ดร.ศรัญญูกล่าวว่า จากคำถามนี้มีข้อมูลในหนังสือ “รัฐราชทัณฑ์ อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่” อย่างในพาร์ตนักโทษการเมือง ที่มองว่าจริงๆ แล้ว ไม่ว่ารัฐจะเป็นคุกอย่างไรก็ตาม แต่นักโทษการเมืองไม่เปลี่ยน เพราะสุดท้ายแล้ว ‘รัฐไม่ต้องการรีฟอร์ม’ แต่ต้องการแยกเขาออกจากสังคม
ก่อนกล่าวถึงคำหนึ่งซึ่งสะดุดใจมาก ที่ ศ.ดร.ไทเรลกล่าวในช่วงต้นว่า ‘ประวัติศาสตร์นักโทษทางการเมือง คือประวัติศาสตร์ของชาติ’ แต่ส่วนตัวมองต่างจากอาจารย์ อาจจะใช่ ถ้าเป็นชาติอื่นไม่ใช่ชาติไทย
“อย่างชาติที่เห็นชัดเจนคือ “เวียดนาม” ที่เขาหล่อหลอมนักปฏิวัติขึ้นมา แต่เอาจริงๆ แล้วกรณีของไทย ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของนักโทษการเมือง มันอาจจะเป็นส่วนที่ ถูกเบียดขับออกจากประวัติศาสตร์ชาติด้วยซ้ำ เมื่อระบอบเปลี่ยนเท่านั้น ถึงจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติได้”
ด้าน ศ.ดร.ไทเรลกล่าวว่า ตนชอบประเด็นนี้มาก น่าจะใช้คำว่าเป็น “ประวัติศาสตร์ของชาติที่ยังเกิดขึ้นไม่ได้” ดีหรือไม่?


