หน้าแรก การเมือง ชลน่าน ลั่น พ...

ชลน่าน ลั่น พท.ไม่ได้เตะถ่วงแก้รธน. เชื่อ บางพรรคดึงเกม ใช้รธน.เป็นตัวประกัน แลกซักฟอก

14.11.25 | 11:06 น.

ชลน่าน ลั่น เพื่อไทย ไม่มีเหตุให้เตะถ่วงแก้ รธน. เชื่อ บางพรรคดึงเกมหวังใช้รธน.เป็นตัวประกัน แลกเปลี่ยนกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดเผยว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นไปด้วยความล่าช้ามาก เพราะมีการเแก้ไขทุกมาตรา จากร่างหลักที่รับหลักการมามีการเสนอรายละเอียด ในแต่ละมาตราค่อนข้างมาก ประกอบกับวิธีการพิจารณา ไม่ตกผลึกกลับไปกลับมา ส่งผลให้การพิจารณาของกมธ.ช้าลงจากเดิม จากเดิมที่มีการตกลงกันไว้ว่าการประชุมจะมีขึ้น 10 ครั้ง ซึ่งการพิจารณาในชั้นกมธ. น่าจะแล้วเสร็จทุกมาตรา แต่จนถึงขณะนี้กมธ. ประชุมไปแล้ว 9 ครั้ง เพิ่งจะพิจารณาได้เพียง 3 มาตรา โอกาสที่การพิจารณาแล้วเสร็จตามกำหนดเวลาจึงเป็นไปไม่ได้

นพ.ชลน่าน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ที่มีการกำหนดไว้ว่าการพิจารณาในวาระ 2 จะแล้วเสร็จในวันที่ 24-25 พฤศจิกายน ไม่น่าจะทันแล้ว ดังนั้น การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในวาระที่ 2 คงเป็นไปตามที่นายภราดร ปริศนานันทกุล กมธ. จากพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงไว้ คือวันที่ 8-10 ธันวาคม ก่อนเปิดการประชุมสมัยสามัญ จากนั้น เมื่อสภาเปิดประชุมสมัยสามัญฯ ในวันที่ 12 ธันวาคม เป็นต้นไป จึงจะไปพิจารณาในวาระที่ 3 ช่วงปลายเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่พรรคภูมิใจไทยกำหนด

“ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าเหตุที่ทำให้การพิจารณาช้า มาจากกมธ.จากพรรคเพื่อไทย พยายามตีรวนในที่ประชุม และดึงช้าในทุกมาตรานั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง เพราะพรรคเพื่อไทยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ไม่ใช่เพิ่งมาคิดกัน แต่เหตุที่ช้าหลายฝ่ายมองว่า บางพรรคการเมืองจะใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ในขณะที่พรรคประชาชนก็จะอ้างว่าไม่ควรยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จทำให้ไม่สามารถยื่นอภิปรายรัฐบาลได้ จึงน่าจะเป็นเหตุผลหลัก ทำให้พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงวันนี้กมธฯ ควรเอาความจริงมาพูดกันไม่ควรมาสาดโคลนใส่กันเพราะไม่เกิดประโยชน์กับฝ่ายใดเลย” นพ.ชลน่าน กล่าว