หน้าแรก การเมือง นักวิชาการชี้...

นักวิชาการชี้ อนุทิน วางจุดยืนถูกต้อง ป้องศักดิ์ศรีชาติ ยันไทยไม่ใช่ฝ่ายละเมิด สหรัฐต้องวางตัวเป็นกลาง

16.11.25 | 11:17 น.

นักวิชาการชี้ ‘อนุทิน’ วางจุดยืนถูกต้อง ปกป้องศักดิ์ศรีชาติ-ยันไทยไม่ใช่ฝ่ายละเมิด พร้อมส่งสัญญาณชัดสหรัฐต้องวางตัวเป็นกลาง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นต่อการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า คำอธิบายทั้ง 11 ข้อที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อผู้นำสหรัฐ นั้น “ครอบคลุมและมีน้ำหนักในฐานะผู้นำประเทศ ที่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติอย่างที่สุด”

ผศ.ดร.วันวิชิตย้ำว่า หากนายกรัฐมนตรี “ยอมลดท่าที” ย่อมเสี่ยงต่อแรงกดดันมหาศาลจากสังคม เพราะประชาชนผู้รักชาติย่อมตั้งคำถามว่า เหตุใดไทยซึ่งเป็นฝ่ายเสียหาย จึงต้องยอมถอยให้กับสหรัฐ พร้อมระบุว่า

“ถ้านายกรัฐมนตรีเลือกที่จะยอม ผมเชื่อว่าท่านอาจไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่า ทำไมต้องยอม ทั้งที่เรามีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาละเมิดก่อน”

นักวิชาการยังชี้ว่า ไทยมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ยืนยันได้ว่ากัมพูชาละเมิดปฏิญญาก่อน ซึ่งเป็นต้นตอของความตึงเครียด จึงเป็นเหตุผลที่ไทยต้องแสดงจุดยืนเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน สหรัฐควร “วางตัวเป็นกลาง” และรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย

Advertisement

ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า การแสดงท่าทีเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศ “ระงับข้อตกลง” ไม่ได้เกิดจากความเกรี้ยวกราดโดยไร้เหตุผล แต่เป็นการทำให้ประชาคมโลกเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเหตุใดไทยต้องยกระดับท่าทีให้เด็ดขาดเช่นนี้

“ไทยไม่ได้ต้องการสงคราม ไทยรักสงบ แต่ไม่เคยยอมให้ใครรังแกก่อน การยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่สนับสนุน”

นอกจากนี้ยังชี้ว่า การที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่าไม่ได้กังวล หากสหรัฐจะมีการใช้มาตรการภาษีและเครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจ หลังไทยระงับปฏิญญา ถือเป็นการวางจุดยืนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของไทย ซึ่งไม่เกินความคาดหมาย เพราะที่สุด ต้องยืนยันในเกียรติของชาติ สำคัญสูงสุด ทั้งนี้ รัฐบาล น่าจะมีการเตรียมการแล้วว่าจะทำอย่างไรหากถูกกดดันทางการค้าจริงๆ พร้อมสรุปว่า ความชัดเจนในจุดยืนเช่นนี้ คือสิ่งที่ผู้นำพึงกระทำ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก