⦁…ไม่ว่าจะพยายามอธิบายให้รู้สึกดีขึ้นอย่างไร เมื่อ “สหรัฐ” ประกาศ “ระงับการเจรจาการค้ากับไทย” จนกว่า “ไทยจะให้คำมั่นว่าจะกลับเข้ากรอบการเจรจาสันติภาพ ไทย-กัมพูชาอีกครั้ง” มีแต่ต้องนับเป็น “บทเรียนสำคัญ” ของ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องทบทวนเพื่อจดจำไว้ว่า “ความรับผิดชอบยิ่งใหญ่” ระดับ “นายกรัฐมนตรี-ผู้นำประเทศ” นั้น จะแสดงออกแบบ “ไอ้หนู ลูกป๋าจิ้น” ที่เคยชินกับไม่ว่าจะ “หน่อมแน้ม” แค่ไหน บริวารก็ “พินอบพิเทา เอาใจ” จนไม่รู้ว่า “แบบไหนที่เรียกว่าฉลาด” คงไม่ได้
⦁…ที่ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี สรุปว่า “รัฐบาลไทยไม่เข้าใจทรัมป์” ที่สื่อสารให้รับรู้มาตลอดว่า “ทรัมป์คือนโยบาย และนโยบายคือทรัมป์” เมื่อต้องการสร้างภาพตัวเองให้เป็น “ผู้สร้างสันติภาพ” การประกาศระงับกรอบการเจรจาที่ “ทรัมป์ลงนาม” ย่อมต้องถูกตอบโต้ และเมื่อกลายเป็น “นายกฯอนุทิน” ต้องเคลียร์ผ่าน อันวาร์ อิบราฮิม ขณะ ฮุน มาเนต เคลียร์ตรงกับ “ทรัมป์” ที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า “เขมรวางระเบิดทำร้ายทหารไทยก่อน” จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ “ความสามารถทางการทูตของไทย”
⦁…ประเทศมีวาระสำคัญมากมายรอสะสางครั้งใหญ่ ไม่ว่า “สแกมเมอร์-การบริหารน้ำ-กู้วิกฤตเศรษฐกิจ-รื้อโครงสร้างอำนาจที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศ-สะสางความเน่าเฟะในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอื่นๆ” แต่ “นายกฯอนุทิน” เห็นปัญหาชายแดนรีบกระโดดผึง แต่งองค์ทรงเครื่องนักรบขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ “รักชาติ ปกป้องแผ่นดิน” เหนือทุกสิ่งอย่าง เหมือน “เด็กได้ของเล่นถูกใจ” แล้วเป็นไง เจอ “ของจริง” สวนหมัดเข้าให้ ต้องลุกขึ้นมานั่งเคลียร์ เรื่องใหญ่ที่ตัวคนเดียวเคลียร์ไม่ไหวทั้งคืน
⦁…เอาเข้าจริงแล้ว ลึกลงไปไม่มีอะไรเลย ก็แค่เป็น “ปมของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ที่เชื่อมั่นว่า “จะชนะเลือกตั้งครั้งหน้า” เพราะจัดการ “บ้านใหญ่อุปถัมภ์” แห่มาร่วมตัวเข้าพรรคท่วมท้นในทุกภาค ได้ “ส.ส.มากที่สุด” ไม่ใช่ปัญหา แต่ได้ภาพ “พรรคที่ครองคะแนนกระแสนิยม” และเชื่อว่าที่จะกวาดได้ง่ายกว่าคือ “กระแสรักชาติ” ที่ “รบเขมร” จุดติดมากที่สุด ได้โอกาสจึง “น้ำหูน้ำตาไหล” โจนเข้าใส่เต็มกำลัง ไม่สนเสียงเตือนให้มอง “ผลเสีย” ไว้บ้าง ต้องอยู่ในสภาพถูกถามไม่หยุด “แล้วเป็นไง?”
⦁…ผลสำรวจ “กระแสการเมือง ภาคกลาง” ของ “นิด้าโพล” ออกมาแล้ว ไปในทิศทางเดียวกับ “ภาคเหนือ-ภาคอีสาน” ที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพียงแต่ชัดเจนใน “ภาคกลาง” เพราะทั้ง “คนที่จะเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรี” และ “พรรค” อันดับหนึ่ง “ยังหาที่ไม่เหมาะสมไม่ได้” คือร้อยละ 36.65 และร้อยละ 28.95 ตามลำดับ ขณะที่อันดับ 2 ยังเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 19.60 และ “พรรคประชาชน” ร้อยละ 28.85
⦁…ประเด็นจาก “นิด้าโพล” ที่น่านำมาวิเคราะห์ คือ “ยังหาที่เหมาะสมไม่ได้” ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์มากมายอยู่ในทุกภาค มาจากไหน แน่นอนว่าผู้ที่ติดตามพัฒนาการ หรือความเปลี่ยนแปลงของโพลอย่างใกล้ชิด จะต้องโฟกัสไปที่ “พรรคเพื่อไทย” ด้วยก่อนหน้านั้นพรรคนี้ไม่มาเป็นอันดับหนึ่ง ก็ต้องอันดับสอง แต่หลังจากหลุดออกจากการเป็น “แกนนำรัฐบาล” รอบหลังสุด “พรรคเพื่อไทย” หลุดจากอันดับนำไปไกล พ่ายต่อ “พรรคภูมิใจไทย” และ อนุทิน ชาญวีรกูล ในผลสำรวจทุกภาคที่ออกมา จึงหมายความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยว่า “ผู้นิยมในเพื่อไทยยังเคว้งคว้าง” หาตัวเลือกใหม่อยู่
⦁…อย่าง “ภาคกลาง” ครั้งนี้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หลุดไปที่อันดับ 5 เหลือแค่ร้อยละ 4.55 ตามหลังอันดับ 3 อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ร้อยละ 12.75 และแพ้กระทั่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาอันดับ 4 ร้อยละ 9.15 เช่นเดียวกับความนิยมในพรรค ที่ “เพื่อไทย” หลุดไปอยู่อันดับ 5 ร้อยละ 8.45 ตามหลังอันดับ 3 “ภูมิใจไทย” ร้อยละ 9.70 และ “ประชาธิปัตย์” ที่ขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ร้อยละ 9.60 และนั่นหมายถึง “เพื่อไทย” จะเริ่มถูกท้าทายในสถานะ 3 พรรคใหญ่ที่มีโอกาสเป็น “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” มากขึ้น







