ปรากฎการณ์ที่ “แม้กระทั่ง” นายมานิจ สุขสมจิตร “แม้กระทั่ง”นายคำนูญ สิทธิสมาน ก็ออกมาค้านร่างพรบ.ควบคุมสื่อ
สะท้อนอะไร
โปรดสังเกตคำที่ว่า “แม้กระทั่ง” ซึ่งนำหน้า “ชื่อ” บุคคลทั้ง 2 อย่างเป็นพิเศษ
ต้องดูความสัมพันธ์ของบุคคลทั้ง 2 ต่อ คสช.
นายมานิจ สุขสมจิตร เคยเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
นายคำนูญ สิทธิสมาน แนบแน่นเป็นอย่างยิ่ง
แนบแน่นตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กระทั่งมาถึงรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ปัจจุบัน นั่งอยู่ใน “สปท.”
2 คนนี้ทำงาน “สื่อ” มาอย่างยาวนาน ทั้งมิได้เป็นสื่อระดับสามัญ หากแต่เป็นสื่อระดับ “เอ้”
หากไม่เอ้คณะ”รัฐประหาร”คงไม่เชิญไป”ร่วม”
แต่ถึงพวกเขาจะสัมพันธ์แนบแน่นกับขบวนการ”รัฐประหาร” ลึกซึ้งเพียงใด
มาถึงจุด 1 เขาก็มิอาจยอมรับได้
การออกโรงของ นายมานิจ สุขสมจิตร ประสานเข้ากับ นาย คำนูญ สิทธิสมาน จึงสะท้อนความรู้สึกอย่างที่ พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา(ก้อน หุตะสิงห์) นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยใช้
นั่นก็คือ “ภาวะอันสุดแสนจะทนทานได้”
เท่ากับยืนยันว่า ร่างพรบ.”ควบคุม”และ”ขังคอก”สื่อมากด้วยความเลวร้าย
จึงต้องแสดงออกและ “แยกตัว” ตีจาก
การแยกตัวในลักษณะเดียวกับที่ นายมานิจ สุขสมจิตร และ นายคำนูญ สิทธิสมาน สำแดง
สำนวนในแวดวง “ทหาร” สรุปมานานแล้ว”หมาตายเห็บโดด”
ไม่เพียงแต่จะปรากฏขึ้นต่อกรณีร่างพรบ.”ควบคุมสื่อ”หากเห็นได้จากกรณี”เรือดำน้ำ” เห็นได้จากกรณีการฟื้น”สามทหาร”มาควบคุมน้ำมันผ่าน”บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ”
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ก็เคยเป็น”รองนายกรัฐมนตรี”
นับวันสภาวะ”แยก”และ”แตกตัว”แบบนี้จะมีมากยิ่งขึ้น

